ลงทะเบียนกับ PayPal และรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้ทันที

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

พิชิตยอดดอยหกพูเขานัน 1410 เมตร

ได้รับภาระกิจ "พิชิตยอดดอยหกพู อุทยานแห่งชาติเขานัน ความสูง 1,410 เมตร (เรียกว่า เขานันใหญ่ อันนี้พี่เอก ภูพนา แจ้งมาแล้ว) ใน 3 วัน 2 คืน" ในต้นปีที่ผ่านมา ตอบรับกลับไปแบบไม่คิดมาก เมล์กัปตันทีม ส่งมาเตือนให้เตรียมพร้อมร่างกาย เรายังไม่ประวิง... จนกระทั่ง 2 อาทิตย์ก่อนเดินทาง เริ่มรู้สึกตัวว่า สว. แล้วนะเรา (แปลว่า สูงวัย หรือ แก่นั่นเอง...แหะ ๆ ไม่ค่อยอยากใช้ มันแสลงใจ....ทำร้ายความรู้สึก...เกินจะทน...)

     เริ่มกระตื้อรื้อร้นไปออกกำลังกาย ว่ายน้ำ ฟิตเนส ทุกวัน (จะทันไหมเนี่ย) แต่ปรากฏว่าก่อนเช้าวันเดินทาง 2 วัน ดันไปกินอาหารหรูเกินร่างกายจะรับไหว ท้องเสียทั้งคืน ไม่ได้หลับได้นอน วันรุ่งขึ้น ไข้ขึ้น หมดแรง ทานอาหารไม่ได้ ต้องรับน้ำเกลือเข้าไป 4 ขวด สู้ ๆ.... พรุ่งนี้ เดินทาง... จะตายไหมเรา.... (เริ่มต้นดี...มีชัยไปกว่าครึ่ง แหะ แหะ...) ใช้วิธีนอน กินเกลือแร่ นอนพัก พัก ๆ พรุ่งนี้เดินทาง สู้ตาย...

    ตี 4 เช้าวันเสาร์ นาฬิกาปลุก ลุกขึ้นด้วยความกระปลกประเปลี้ย  ..... ไปอาบน้ำ .... โทรปลุก เพื่อนร่วมทีมทั้ง 3 (1 กัปตัน 2 สาวสวย กับ 1 สว. (เราเองแหละ) ตอนแรกจะเขียน 3 สาวสวย มันละอายใจ.... เอาเป็นว่า เพื่อน ๆ ดูกันเองแล้วกัน แล้วตัดสินใจมาให้หน่อยนะ)

    นั่งแท๊กซี่ไปสนามบินสุวรรณภูมิ คนเยอะมาก ต่อคิว check in กันแทบไม่ทัน (คนไปเชียงใหม่ ได้ยินว่าตกเครื่องด้วย เพราะเช็กอินไม่ทัน กรรม....) วิ่ง ๆ ๆ อ้าว...อีกสาว ดันโดนยึด...มีดสวิสด้วย...เสียเวลาไปนิดหนึ่ง.... แต่ก็ทันเวลา แถมได้นั่งแถวหน้าสุดเลย เห็นหมดเวลาสจ๊วต หรือแอร์ทำอะไร ประกาศอะไร เห็นชัดไปหมด.... เมื่อขึ้นเครื่องได้ ต่างก็หลับเอาแรงทันที...


     เวลาแปดนาฬิกา ถึง สนามบิน นครศรีธรรมราช กว้างดี วิวสวย มีร้านขายอาหารอยู่ร้านเดียว ขายข้าวแกง กาแฟ ขนมจีบ ซาลาเปา (พนักงานดุหน่อย อย่าสั่งเรื่องมาก...จะโดน... เพราะโดนมาแล้ว เลยบอกต่อ... ) กินขนมจีบ ซาลาเปา กาแฟ รองเท้ากันนิด ระหว่างรอทีมนำเดินป่าของพี่เอก ภูพนา มารับ และไปหาอาหารพื้นบ้านทาน หลังจากทานอาหารแล้ว รถก็พาไปยังจุด start ทันที ไม่รอช้า วิ่งเลี้ยวเขามาตามทางไปน้ำตกกรุงชิง แล้วแยกเขาทางซ้ายไปยังทางเขื่อน เพื่อเดินขึ้นทางเขาเต่า...

     วันแรก อากาศดี แดดไม่ร้อน ลมพัดเย็นสบาย วิวข้างทางก็งดงาม สดชื่น แต่หนทางซิ ช่างสูงชัน เริ่มต้นในช่วง ชั่วโมงแรกนี้ เป็นการเดินขึ้นจากสันเขื่อน จะชันมาก... และแล้วก็ชันจริง ๆ

     "พักหน่อยนะ....พี่เหนื่อย โอ๊ย...พักก่อน เหนื่อย... จุกอ่ะ.... ก้าวขาไม่ออก..." เสียงบ่นของ สว. บ่นเบา ๆ เสียงแผ่ว ๆ ไปตลอดทาง กัปตันก็ดี สองสาวก็ดี เห็นใจ รอคอย ไปช้า ๆ ไม่เร่งรีบ ให้กำลังใจไปตลอดทาง.... แต่ในใจของ สว. คนนี้ คิดไปตลอดทาง "ไม่ไปได้ไหมเนี่ย มาไหมว่ะเนี่ย นอนอยู่บ้าน ดีกว่าไหมเนี่ย... พุทธโธ พุทธโธ..." ณ เวลานั้น ใช้ธรรมะช่วยส่องใจ ส่งแรง คิดแล้วยังเหนื่อยอยู่เลยนะเนี่ย.....


กัปตันมองมา ด้วยความสงสาร....(จริงไหม...) 
ส่วนสองสาวมองมา ด้วยความเห็นใจ... (แล้วแอบคิดในใจหรือเปล่าว่า .... ฉันต้องไม่แก่แบบนี่....)
 โธ่ ๆ .... เขาคิดกันหรือเปล่าเราไม่รู้ ใจเรานะคิดไปเอง....ว้าว... เดินป่า ได้ธรรมะงั้นฉัน....(หรือเราจะแก่แล้วจริง ๆ)

       โชคดีที่ ระหว่างทางเดิน เดินไปพักไป ทุกคนรอกัน ระหว่างทางที่พัก ก็มีน้ำ ลำธาร ให้แวะ ดื่มกิน น้ำจากธารธรรมชาติ รสหวาน อร่อย ไม่มีกลิ่น เหมือนได้ดื่มน้ำแร่เลย สดชื่นมีแรงขึ้นเยอะ แต่วันแรกของ สว. ซิ เดินแทบไม่ไหว เลยกินข้าวมื้อเที่ยงไม่ลง เหลือเยอะเลย แต่อร่อยนะ เห็นทุกคนกินกันจนหมด เหนื่อยกาย แต่ใจไม่เหนื่อย พอจะถ่ายรูป แรงมาทันที ลืมเหนื่อยเลย

 "ริมธาร น้ำใส ไหลลื่น
พักฟื้น คืนแรง ใจกาย
อิ่มท้อง สดชื่น พร้อมไป
ยอดดอย ไม่ไกล ต้องเดิน...."

หลังจากอิ่มท้องกันแล้ว ก็ออกเดินทางต่อ พร้อมรองน้ำไปดื่มกันระหว่างทางด้วย.....


แหล่งน้ำจากธรรมชาติ ของนักเดินป่า .....

ธารน้ำไหล คือ แหล่งน้ำใจของชาวป่า น้ำกิน น้ำใช้ จากธารน้ำไหล สู่น้ำใจของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยป่าในการเดินทาง ในการพักพิง ในการอยู่อาศัย....

น้ำแร่ธรรมชาติ น้ำที่ไหลผ่านรากต้นไม้ กระทบก้อนหิน ผ่านการกรองของชั้นหิน จะก่อให้เกิดการสะสมของพลังงาน แร่ธาตุ และการไหลเวียนของโมเลกุลน้ำ ส่งผลให้น้ำนั้นมีคุณค่าต่อร่างกาย สามารถดูดซึมไปใช้ได้ และทำให้มีแรง สดชื่น อย่างรวดเร็ว




ระหว่างทางเดิน อากาศยังไม่ร้อนนัก ความชื้นเล็กน้อย พบทากประปราย โดยกัปตันเป็นที่รักใคร่ และชื่นชอบของทากมาก ๆ เกาะกันเต็มไปหมด หยุดเมื่อไหร่ จะเห็นกิจกรรมการแกะทากออกจากรองเท้า กันทันที..... ส่วนเรตติ้งรองมา ก็ต้องเป็น สาวนักเดินป่าสดใหม่ อุปกรณ์การเดิน ครบครัน ซึ่งทากก็ชอบเหมือนกัน เกาะที่หลายตัว เรียงกันเป็น สวนสัตว์เลย..... ผ่านธารน้ำแรก ขึ้นสูงทางชัน เลาะริมเขา ขึ้นไปเรื่อย ๆ แวะพักริมธารที่สอง ที่สามที่เป็นสระขนาดใหญ่ สามารถว่ายน้ำ และพักผ่อนได้ แต่พวกเราไม่มีเวลา ต้องเดินทางต่อไป เพื่อ ภาระกิจอันยิ่งใหญ่นี้.... (แต่ สว. ขอพักจ้า.... เหนื่อย เดินไปก่อนแล้วกัน ฉันจะพัก... เริ่มเอาแต่ใจ (อันนี้เป็นเสียงในใจ พูดออกไปหรือเปล่าหว่า.....)


ระหว่างนั่งพัก ก็ขอเบรกมาเล่าเรื่องระหว่างทางนิด... บรรยากาศเย็นสบาย มีสายลมพัด แดดไม่ร้อน ต้นไม้สีเขียวชะอุ่ม มีพันธ์ไม้ นานา ขึ้นให้เรา ต้องคอย เก็บภาพกลับไปตลอดทั้งทาง แต่บางทางก็เป็นป่ารก หญ้าขึ้นสูงท่วมหัว ชัน เดิน แล้วก็เดิน เห็นแต่เท้าคนข้างหน้า กับแผ่นดิน ที่เหยียบ (แล้วก็ทากด้วย)

เตรียมกล้องไป (ยกเว้นขาตั้งกล้อง... แบกไปแล้ว ไม่ค่อยได้ใช้ แต่สำหรับ สว. เป็นไม้เท้า ค้ำยัน ได้ดีที่เดียว.... มีประโยชน์นะเนี่ย)

ส่วนเรื่องความรู้ของพันธุ์ไม้ ต้องขอให้ ผู้อ่านที่มีความเชี่ยวชาญกว่า สว. คนนี้ มาเขียนแนะนำไว้หน่อยนะค่ะ เพราะจนใจจริง ๆ ....


หลังจากพักเบรก ไปเรื่องอื่น เราก็มาเดินทางกันต่อจะถึงแล้วจุดกางเต้นท์ ที่เขาเต่า.... ถึงจนได้ค่ะ เห็นไหม.... ถึงแล้ว อ้าวแต่ว่า.... มีทีมกางเต้นท์ก่อนทีมเราแล้ว สรุปว่า เราต้องหาที่กางเต้นท์ใหม่ ก็คือ ต้องขึ้นไปกางที่ยอดเขาเต่า ..... เดินอีกแล้ว.... (เรามอง ด้วยความ งอน ๆ.... ทีมนั้น แล้วสะบัดหน้าทันที)

"ไปก็ได้ ใช่ซิ เรามันจน.... เดินช้าไป เราไปก็ได้" พูดเสียงงอน ๆ หัวหน้าทีมอีกทีม รีบเขามาปลอบ ไม่นะ ไม่นะ พอดีทางทีมไม่พร้อมจะขึนไปกางที่ยอดดอย หรือจะพักด้วยกันก็ได้จ้า....

ไม่ได้ซิ เราไม่ชอบคนพลุกพล่าน อุตสาหหนีจาก กทม อันศิวิไลซ์มาป่า จะให้มาอยู่ในชุมชนแออัดได้ไง เชิดหน้า แล้วพูดตอบกลับไปว่า " ไม่เป็นไรค่ะ เราไปกางเต้นท์บนยอดก็ได้ สบาย ยังมีแรงเดินอีกเยอะ..." (พูดไปแล้ว อยากร้องไห้ อีกไกลไหมเนี่ย... หันมาถามน้องที่นำทาง... ได้คำตอบว่าไม่ไกล แต่ชัน กรรมแล้วตู.....) ซึ่งน้องที่นำทาง ยังให้ข้อมูลประกอบอีกว่า ....ด้านบนไม่มีน้ำ ดังนั้นเราต้องกรอกน้ำจากจุดนี้ไปด้วย สรุปคืนนี้ งดอาบน้ำ....

แล้วก็เดินกันต่อไป... นั่นไง ยอดเขา จะถึงแล้วจ้า.... คุ้มค่าจริง ๆ ที่ขึ้นมา พระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์นวลตา สวยจริง ๆ อากาศลมพัดกำลังเย็นสบาย หายเหน็ดเหนื่อย จากความอ่อนล้า รีบกดชัตเตอร์ เก็บภาพกันเป็นระวิง....

ภาพไม่สวย เท่าของจริง เพราะเหนื่อย เกิน ภาพสั่นไป หลายภาพ ต้องขออภัย ที่คำบรรยาย อาจเกินภาพจะถ่ายทอดถึง....... (ไปดูเองแล้วกัน...)

คืนแรก บนยอดดอยหลังเต่า อากาศเย็นสบาย แต่ลมพัดแรงมาก ๆ พอตกดึก ลมก็ยิ่งแรง หนาวกันเล็กน้อย แต่ได้ เต้นท์ปกป้องเรา พร้อมด้วยถุงนอน และเสื้อแขนยาว คืนแรกจึงนอนอุ่นกัน แต่เต้นท์ดันเล็กไปนิด ทำให้ยืดขาไม่ได้ นอนเมื่อยขาทั้งคืน บางคนก็นอนไม่หลับ เพราะเสียงลมแรงมาก พัดแรงขนาดที่เวลาไม่มีคนอยู่ในเต้นท์ ถึงจะมีของสัมภาระอยู่ ก็สามารถพัดเต้นท์ปลิวพลิกไปได้... แรงมาก ๆ ค่ะ ซึ่งมาป่า แนะนำให้นอนเปลดีกว่า แถมเบากว่าการแบกเต้นท์มาด้วยค่ะ.... ปลอดภัยกว่าด้วยประการทั้งปวง...

ตื่นเช้ามา ด้วยความสดชื่น หวังจะถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้น แต่วันนี้ เมฆมาก หมอกเยอะ ปกคลุมแสงอาทิตย์ ลมหอบเอาฝนมาฝาก ในวันนี้..... ซึ่งเป็นวันที่จะต้องเดินขึ้นยอดหกพู จุดสูงสุด 1438 เมตร บรรยากาศฟ้าปิด ฝนลงเม็ดเล็กน้อย....

 ลงจากยอดดอยเต่า มาแวะล้างหน้าล้างตา เช็ดตัวกันที่ จุดพักแรมแรก แล้วแยกขึ้นสูงยอดดอย ฝนก็ตั้งเค้ามา .... ทีมตกลงกันว่า จะเดินทางขึ้นยอดดอยเพื่อพิชิตแล้ว จึงเดินลงไปเพื่อตั้งแคมป์ด้านล่าง เพื่อจะได้มีเวลาเที่ยวในวันสุดท้าย....

จึงสรุปไม่ไปตั้งแคมป์ที่ยอดดอย แต่จะขึ้นไปพิชิต ถ่ายภาพ และเก็บทะเลหมอกกลับมา.....

จึงเอาของกองไว้ ณ สามแยก ที่จะขึ้นยอดดอยสูงสุด.....

ทางขึ้น สูงชัน ข้ามยอดดอยเล็ก ๆ เลาะริมเขา เหนื่อยแสน เหนื่อย แต่ต้องเดิน

วันนี้มีแรงมากกว่า เมื่อวาน สว. ก็ยังเดินไปบ่นไปเล็กน้อย (มีแรงบ่น แสดงว่ายังไม่เหนื่อยจริง ไม่งั้นต้องบ่นไม่ออกแน่ ๆ )

"พี่ไม่ไปนะ จะรอเฝ้าของอยู่ข้างล่าง"  

"งานหน้าพี่จะเป็นแม่บ้าน คอยกางเต้นท์ ทำกับข้าวรอนะ" 

แต่สรุป ก็เดินไปกับเขาจนได้ เพราะลูกยุ ของทีมงาน น้อง ๆ แต่ละคน ให้กำลังใจ... ไปก็ไป เดินไป ท่อง นะโม ไป อาศัย แรงบุญ พยุงขา อีกแล้ว ครับท่าน....

ไม่เสีย ชาติเกิด จริง ๆ ที่เกิดมา ในโลกนี้ สวรรค์บนดิน .... มีจริง ความงามของธรรมชาติ สวยจนยากจะบรรยาย ให้เพื่อน ๆ ได้ฟัง เพราะต่างจิตต่างใจ แต่หัวใจเดียวกัน (อิอิ... เล่นอีกนิด...)

จุดสูงสุด มองวิวได้ 380 องศา เราเหยียบอยู่บนเมฆ ลมพัดแรงมาก หนาวจนสั่น อากาศที่ชื้น ร่างกายเสื้อผ้าที่เปียกชื้นจากเม็ดฝน ทำให้หนาว แต่สู้ ถ่ายรูปเก็บกันกระหน่ำ ความงดงามยังไม่สามารถนำมาปรากฏให้เพื่อน ๆ เห็นได้หมด ....

บนจุดสูงสุด คุณจะเห็นยอดหกพู แผ่นดินเมืองนครด้านล่าง และไกล ๆ คือ ทะเล....

คุ้มค่า คุ้มเวลา คุ้มจริง ๆ "ไม่มียอดเขาใด สูงเกินเข่า ของนักเดินทาง..." คำกล่าวนี้ เห็นจริงแท้ ประจักษ์แก่ใจ ก็วันนี้เอง..... แล้วคุณล่ะ จะพิสูจน์ บทกวี วจีคำใด หรือธรรมะใด กันหนอ ก้าวออกมา ค้นหากันเองนะค่ะ....

แถมอีกหนึ่งคำกล่าวลอยลมมาว่า "ใกล้หู ใกล้ตา แต่ไกลตีน" รู้สึก ณ วินาทีนี้ว่า จริงหนอ แท้หนอ หูหนอ ตาหนอ แต่ขาเมื่อยแล้วหนอ ทำไหมไกลจริงหนอ เห็นแค่เนี่ยยยยยยยยยยย ได้ยินแว่ววววมาแล้ว ทำไหมเดินอีกไกลหนอ  โอ๋ อนิจา ทุกข์ขัง.... สังขารหนอ... (บรรลุธรรมอีกแล้ว) อิอิ...พอแล้วเนอะ เดี๋ยวเพื่อน ๆ อ่านจะนึกว่า เป็นบทความธรรมะซะงั้น.... กลับไป....

หลังจากนั้น ก็กินข้าวกันบนยอดดอย อาหารมื้อนี้เผ็ดมาก...... ต้องการให้สู้ลมหนาวหรือไงกันหนอ.... หรือคนปรุงเป็นคนใต้ คิดไป น้ำตาไหล ...ไม่ใช่ซึ้ง แต่มันเผ็ดจ้า...............


ในที่สุด.....ภาระกิจพิชิตยอดดอยหกพู อุทยานแห่งชาติเขานัน ความสูง 1,438 เมตร ก็สำเร็จเรียบร้อยแล้ว....

จึงปรากฏ...ฝีเท้า ให้เห็นไว้....จารึกในใจว่า ...."เท้าฉันหนอ เหยียบยอดสูงสุดได้แล้วหนอ...."
(โอ๊ย ดีใจ....)

แต่ความสุข ก็คือ สิ่งไม่เที่ยง หลังจากหลงระเริงไปกับความสุข ความสำเร็จแล้ว ต้องกลับไปทุกข์ กับการเดินทางลงอีกต่อไป....

เดินลงเขา หากจะถามคุณว่า.... คุณชอบเดินขึ้นเขา หรือ เดินลงเขา มากกว่ากัน หลายคน ก็ หลายคำตอบ หลายความคิด ต่างจิต ต่างใจ...

ในหลักของแรงโน้มถ่วง... การเดินลงเขา จะส่งผลให้น้ำหนักบวกกับแรงโน้มถ่วง ทำให้ขาหรือกล้ามเนื้อต้องรับน้ำหนักมากกว่า การเดินขึ้นเขา แต่การเดินขึ้นเขาต้องใช้ ความแข็งแรง และความอึดของกล้ามเนื้อขา เท้า และหัวใจ มากกว่า การเดินลง.... สุดท้ายก็สุดแต่คุณว่า คุณจะแข็งแรงหรือมีร่างกายที่พร้อมรับสภาวะแบบไหนกว่ากัน คุณก็จะชอบแบบนั้นมากกว่าอีกแบบนั้นเอง....

หลังจาก ลงเขา แบบรวดเดียวจบ ทีมก็ลงมา ณ จุดริมธารที่มีสระใหญ่ในการอาบน้ำ แต่ปรากฏว่า หลังจากเดินดูสถานที่กางเต้นท์แล้ว ไม่เหมาะสมเพราะพื้นที่ไม่เรียบ อีกทั้งเป็นทางน้ำไหลผ่าน หากฝนตกจะไม่ปลอดภัย พวกเราจึงตัดสินใจ เดินลงไปอีกเรื่อย ๆ  จนกระทั่งถึงธารน้ำแรกที่นั่งพักทานอาหารกัน และมีชาวบ้านอาศัยอยู่

น้องที่นำทาง เขาไปติดต่อของเจ้าของบ้านเพื่อกางเต้นท์ แต่ปรากฏว่า ชาวบ้านใจดี แนะนำให้ไปพักที่บ้าน คุณลุงพวง ซึ่งจะเปิดเป็นโฮมสเตย์ ให้นักเดินทางได้เข้าพัก พวกเราจึงตัดสินใจไปนอนที่บ้านคุณลุงพวนกัน

ลูกสาวคุณลุงใจดี มาปัดกวาด ปูที่นอนให้ แถมยังช่วยพวกเราทำอาหารอีก และเอาอาหารมาเพิ่มให้อีกด้วย คืนนั้นรอบวงกันทานอาหารเย็น กับข้าวเยอะมาก อาหารก็เยอะมาก อร่อยจริง ๆ ฝีมือพวกเรา ทั้งล้าง ทั้งผัด ทั้งทอด ทั้งต้ม สุดยอด อร่อยจริง ๆ ....

โฮมสเตย์บ้านลุงพวง สนใจติดต่อได้ที่เบอร์ 084-7453990 ในบ้านใช้ไฟจากแบตเตอรรี่ ซึ่งได้จากแผง Sola Cell ส่วนน้ำได้จากธารน้ำ ซึ่งคุณลุงต่อท่อเข้ามาใช้ในบ้าน อากาศกลางคืนเย็นสบาย ไม่มียุง....

คืนนั้น นอนหลับสนิท ไร้ซึ่งความฝัน แต่หลับตา เห็นแต่สีเขียวของต้นไม้ติดตา ตรึงใจไปตลอดคืน .....
เช้ามา ตี 5 เสียงคุณลุงพวง เจ้าของบ้านตื่น กัปตันตื่นคนต่อมา เราเองก็ตื่น แต่ไม่อยากลุก ลืมตาเลย...ง่วง ๆๆๆๆๆ

แต่เสียงคุยกันดังจนต้องลุก ไปอาบน้ำดีกว่า ..... เราอาบน้ำที่ห้องน้ำ ซึ่งยังไม่มีฝักบัวใช้ตักอาบ ส่วนคนอื่น ๆ ไปอาบน้ำที่ สระอโนดาด อิจฉาจัง.... แต่ก็ไม่พลาดนะ ยังไปแช่เท้านั่งเล่น และทำ Fish Spa เสียหน่อย

น้ำเย็น สดชื่น มาก ๆ รองน้ำเก็บใส่ขวด เอาไว้มาดื่มตอนเช้า และระหว่างทางเดินกลับลงจากเขา ไปยังจุดนัดพบให้รถมารับ.....


เช้านี้ก็ช่วยกันทำอาหารอีกครั้ง สนุกสนานกัน กาแฟ ขนมปัง ยามเช้านี้ก็อร่อย ได้บรรยากาศ เช่นกัน....

หลังจากทานอาหารเรียบร้อย เก็บของ แล้วบอกลา คุณลุงพวง เพื่อเดินทางกลับต่อไป......


จากบ้านลุงพวง ก็เป็นเส้นทางชันลงสู่สันเขื่อน ระหว่างทางเต็มไปด้วยต้นทุเรียน และมังคุด

ซึ่ง....ในที่สุดก็มาเจอะต้นมังคุดที่มีลูกสุก... น้องคนนำทาง ทำการเก็บมังคุดมาให้ชิม รสชาด หอม หวาน อร่อย เนื้อขาวแน่น อร่อย มาก ๆ

อร่อยจน อยากทาน อีก อยากทานอีกครั้ง...สุดยอดเลย

ทางเดินลงเขา เล่นเอา ข้อเท้ารับน้ำหนักแทบไม่ไหว แต่ก็ทนไป เพราะใกล้ถึงแล้ว.....







หลังจาก รถมารับแล้ว เราก็ได้แวะไปยังถ้ำหงส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขานัน ซึ่งเรามิสามารถนำภาพมานำเสนอท่านได้ เนื่องจาก ทางอุทยานได้ขอร้องไว้ จนกว่าทางอุทยานจะเปิด ถ้ำหงส์เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการของ อุทยานแห่งชาติเขานัน ก่อน (อันนี้ ยังไม่ทราบสรุปว่าไง ลงภาพได้ไหม หากได้จะนำมาลงเพิ่มเติมนะค่ะ เพราะว่าสนุกและมันส์มาก ๆ ค่ะ)

แต่เล่าได้ว่า.... ถ้ำหงส์ สุดยอดมาก ๆ เป็นถ้ำที่เหมาะกับการผจญภัย แบบครบรส เป็นถ้ำน้ำ ด้านในมีน้ำตก คุณสามารถเล่นได้อย่างสนุกสนาน การเดินทางไม่อันตราย ในถ้ำมีน้ำตลอดเส้นทาง มีปีน ป่าย ขึ้นเชือก ไต่เชือก ลอดถ้ำ ลงน้ำ เล็กน้อย แต่สนุกมาก ๆ เลย น้ำตกก็ใสสะอาด มีปลา และสัตว์เล็ก ๆ ให้คุณดู ตลอดเส้นทาง.... หากคุณได้ไป ก็กลับมาเล่าให้เราฟังบ้างนะ...

หลังจากเปียกปอนกันแล้ว ไปแวะอาบน้ำ สระผม ที่บ่อน้ำพุร้อน ของชาวบ้านน้ำตกกรุงชิงกันดีกว่า ราคาไม่แพง คนละ 10 บาท เท่านั้น
บ่อน้ำร้อน มีบ่อร้อนสุดด้านหน้า สำหรับต้มไข่ ด้านหลัง มีเรือนแบ่งเป็นห้อง ๆ สำหรับแช่อาบส่วนตัว หรือจะอาบแบบรวม กลางแจ้งเราก็มี ....



อาบน้ำแร่ แช่ตัวกันแล้ว ออกมา ฝนก็กระหน่ำลงมาทันที .....

ต้องมานั่งรอที่ร้านค้า ที่ดูแลบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ จนฝนเริ่มซา ก็เดินทางไปยังสนามบินทันที

ถึงสนามบินอีก 1 ชั่วโมง เครื่องออก แวะทานอาหารที่ร้านเดิม (พนักงานดุ ย้ำอีกครั้ง) แต่อาหารอร่อยใช่ได้เลยแหละ หิวด้วย กินเสร็จ ก็ขึ้นเครื่อง

นอน.... ถึงกรุงเทพ นั่งรถกลับบ้าน หิว กิน ง่วง นอน .... หมดไปแล้วอีกงาน ทริปหน้าเจอะกันไหมค่ะ...บาย ๆ ง่วงแล้ว ไปนอนแล้วจ้า...........

แนะนำขอเสนอที่เที่ยวดี ๆ เวปนี้เลย กดตรงนี้

สมุนไพร ชิงดอกเดียว (พบเห็นได้ทั่วที่เขานัน)


ชิงดอกเดียว Goniothalatamus macrophyllus (Blume) Hook.f.&Thaomson
วงค์             Annonaceae
ชื่ออื่น ๆ      กาเยาะบราเนาะ (มลายู-ปัตตานี), กิ่งดอกเดียว (ตรัง), ราชครูดำ (ปัตตานี)
ราก ต้น ดองสุราขาวดื่มแก้ปวดเมื่อย


ไม่มีความคิดเห็น: