ลงทะเบียนกับ PayPal และรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้ทันที

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561

เรียนจัดดอกไม้ในคอร์ส "มาลาอธิษฐาน" ที่เชียงใหม่

เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่ได้เข้าไปสัมผัสและเรียนรู้ด้วยตนเองกับการจัดดอกไม้สด ๆ ครั้งแรก... ที่จีรังเฮลธ์วิลเลจ เชียงใหม่

ในครั้งนี้ตู๋เดินทางมาพักที่จีรังเฮลธ์วิลเลจ แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เข้าพักในห้องพักสไตส์วิลล่า เห็นวิวทิวทัศน์เป็นต้นไม้ และป่าต้นตองตึง  ภายในวิลล่ามีการตกแต่งโทนสีตามธาตุเจ้าเรือนอีกด้วย เขาเอาวันเดือนปีเกิดตู๋ไปวิเคราะห์ว่าเป็นคนธาตุเจ้าเรือนธาตุดิน แต่ได้เข้าพักวิลล่าธาตุลม ซึ่งเป็นการปรับธาตุอย่างหนึ่ง....โดยใช้หลักของ color therapy และที่ชอบอีกอย่างคือในที่พักมีชาสมุนไพรธาตุต่าง ๆ ให้ชิมด้วยค่ะ ซึ่งตู๋เอง ก็ชอบดื่มชาธาตุดินในยามเช้า และดื่มชาธาตุลมก่อนนอน และเวลาที่นั่งทำงานค่ะ รสชาติของชาก็อร่อยชุ่มคอดีค่ะ....
ชาตามธาตุ ชาธาตุลม ชอบจริง ๆ มีเฉพาะใน Jirung Villa

มุมพักผ่อนที่ชอบ ย้ายมานอนที่ Jirung Hut

ที่จีรังนี้ เขามีการให้บริการคอร์สต่าง ๆ ที่เรียกว่า จีรังรีทรีต Jirung Retreat มีกิจกรรมให้เราเลือกเข้ามากมาย ซึ่งในช่วงที่ตู๋เดินทางมาพักนั้น เขาเปิดให้เข้าร่วมในกิจกรรมชื่อ "มาลาอธิษฐาน" ซึ่งเป็นการจัดดอกไม้สดแบบลานนาโบราณ ที่เขาแจ้งคอนเซ็ปต์ว่า เป็นการเรียน "จัดดอก จัดใจ" ได้รับการฝึกสติรับฟังเสียงกระซิบจากใจ  ซึ่งทำให้ตู๋สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ถึงจะไม่ค่อยมีความเป็นผู้หญิงนัก แต่กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเองนั่น ก็เป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายของการเดินทางของตู๋ค่ะ

และนับว่าเป็นโชคดีของตู๋ด้วยที่ครั้งนี้มีคนเข้าร่วมกิจกรรมไม่มาก ทำให้ได้เดินไปเก็บดอกไม้ ใบไม้ต่าง ๆ ในรีสอร์ทเองด้วยค่ะ และนำมาจัดเรียงลงบนกระจาดก่อนจะทำการเรียนจัดดอกไม้ค่ะ
ดอกไม้ใบไม้ที่ไปเดินเก็บเองค่ะ

ซึ่งเขาก็สอนตั้งแต่วิธีการล้างดอกไม้ การจัดเรียงดอกไม้ลงโตก การทำกรวยสำหรับไหว้ครู และเมื่อถึงเวลาการจัดดอกไม้ลงโตกจริง ๆ ทางวิทยากรปล่อยให้จัดเองโดยบอกให้เราฟังเสียงดอกไม้ ดอกไม้ ใบไม้ไหนต้องการให้เรานำมาจัด ตลอดจนฟังเสียงกระซิบจากใจของเราว่าต้องการจัดแบบไหน วางดอกไม้อย่างไร หลังจากนั้นวิทยากรก็ปล่อยให้เรานั่งทำค่ะ

ตอนแรกตู๋โนไอเดียเลยว่าจะจัดอย่างไร มีเพียงพานเปล่า ๆ กับดอกไม้ ใบไม้ ซึ่งเราก็เด็ดมา ไม่ได้คิดอะไร เก็บมาตามที่เราอยากได้เลยค่ะ ไม่ได้มีภาพใด ๆ ในใจ จึงทำให้เราต้องนั่งตั้งสติสักพัก แล้วก็ค่อย ๆ ลงมือลองดู พอได้ลองลงมือทำ ณ เวลานั้น เหมือนเกิดสมาธิขึ้น จับวางดอกไม้ ใบไม้ไปเรื่อย ๆ ตามแต่ใจของเรา จนกระทั่งเหมือนเห็นภาพ และเกิดความรู้สึกบ้างอย่างขึ้น ตู๋เห็นภาพป่าสีเขียวที่กว้างใหญ่ มีทุ่งดอกไม้นานาชนิด ดอกเล็ก ดอกน้อย สวยงามน่ารัก ตอนนั้นรู้สึกมีความสุขค่ะ รู้สึกถนอมดอกไม้ที่หยิบจับ ไม่ได้รับรู้ถึงบุคคลรอบข้างที่ทำกิจกรรมกับเราเลยค่ะ แต่บ้างครั้งมีเสียงวิทยากรพูดแนะนำเราก็รู้สึกตัว และพิจารณาพานดอกไม้ที่เราจัดว่าโอเคยัง พอเห็นก็รู้สึกเลยว่า พานดอกไม้ที่เราจัด ใหญ่โต เหมือนป่าใหญ่จริง ๆ ค่ะ และก็มีดอกไม้เล็ก ๆ อยู่เยอะหลากหลายชนิดมาก ๆ ค่ะ และอีกจุดหนึ่งที่รู้สึกคือ อยู่ ๆ ก็เหมือนว่า ดอกไม้ที่เราจัดเสร็จแล้ว ควรต้องหยุดแล้ว ก็ทำให้รู้ว่า เนี่ยแหละผลงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว...
ชื่อผลงาน "ทุ่งดอกไม้ในป่าใหญ่ค่ะ"

หลังจากนั้นวิทยากรก็มาพูดคุยสนทนาสอบถามว่าเรารู้สึกอย่างไรก่อนจะเริ่มจัดดอกไม้ และขณะเราจัดดอกไม้รู้สึกอย่างไร และเมื่อจัดเสร็จแล้วรู้สึกอย่างไร และรู้สึกอย่างไรกับผลงานที่ตัวเราจัด

หลังจากนั้น วิทยากรพาไปถวายมาลาอธิษฐานกับพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ผู้ริ่เริ่มในการจัดดอกไม้สดแบบลานนาโบราณซึ่งถึอว่าเป็นบรมครูของวิชานี้ค่ะ

สำหรับตู๋แล้ว หลังจากได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้แล้ว รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองว่า เราก็ทำได้เนอะ แต่ดูรกและเยอะไปหน่อย และรู้สึกถึงความอ่อนโยนต่อดอกไม้ต่อสิ่งต่าง ๆ รอบข้างมากขึ้น และอยากเข้าร่วมกิจกรรมนี้อีกครั้ง อยากรู้ว่าจะจัดได้ดีขึ้นไหม แล้วความรู้สึกในครั้งต่อ ๆ ไปจะเป็นอย่างไร

สำหรับกิจกรรม มาลาอธิษฐาน นี้ ตู๋ก็คิดว่า เป็นกิจกรรมที่ดี เหมาะกับทุกเพศ ไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้หญิงนะค่ะ ราคากิจกรรมไม่แพง เมื่อเทียบกับสิ่งที่เราจะได้ ตลอดจนบริการที่ได้รับประทับใจมากค่ะ ถ้าเพื่อน ๆ ได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ ตู๋แนะนำมาลองกิจกรรมแบบนี้ด้วยตัวเองนะค่ะ ใช้เวลาเพียง ชั่วโมงเดียวเองค่ะ และจีรังเขามีที่พักแบบราคาประหยัด สำหรับการเดินทางมาคนเดียวด้วยนะค่ะ เขาเรียกว่า Jirung Hut ค่ะ เป็นกระท่อมค่ะ ตู๋ก็กะจะเข้าพักแต่พอดีช่วงที่มาเต็มค่ะ
Jirung Hut ราคาประหยัด 1-2 ท่าน

สำหรับกิจกรรมต่อไปที่ตู๋จะเข้าร่วมคือ การปั้นกำยานแบบโบราณ ที่เขาเขียน คอนเซ็ปต์ไว้ว่า "ปั้นกาย ปั้นจิต" น่าสนใจมากเลยค่ะ แล้วตู๋จะมาเล่าให้ฟังนะค่ะ

วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561

เล่าประสบการณ์ป่วยบำบัดด้วยธรรมชาติ

หลังจากได้เรียนรู้จักธรรมชาติบำบัดมานานกว่า 5 ปี เพิ่งมีโอกาสป่วยจริงจังก็ครั้งนี้ สาเหตุเนื่องจากอากาศหนาว และนอนน้อย ทำให้เกิดอาการเจ็บคอมาเป็นอันดับแรก


ในวันแรกที่มีอาการเจ็บคอ ก็ตั้งใจไว้เลยว่า ฉันจะไม่ทานยา จะรักษาด้วยธรรมชาติบำบัด...อาการเจ็บคอวันแรก มีเล็กน้อย ไม่มีไข้ ฉันก็แค่จิบน้ำอุ่น ๆ ไม่ทานน้ำเย็น กลั้วคอด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือ 4 -5 ครั้งต่อวัน แปรงฟัน แปรงลิ้นด้วยทุกครั้งหลังอาหาร

วันที่สอง อาการเจ็บคอมากขึ้น ถึงขนาดกลืนน้ำลายแล้วยังเจ็บ ทานอาหารได้แต่ข้าวต้ม เหมือนต่อมทอลซินจะอักเสบ วันนี้ จิบน้ำโหระพาต้ม กับทานข้าวต้มกับหมูหยองทั้งวัน จิบน้ำเอนไซม์ชนิดเช้มช้น แก้เจ็บคอ กลั้วคอด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือ 4 -5 ครั้งต่อวัน แปรงฟัน แปรงลิ้นด้วยทุกครั้งหลังอาหาร

วันที่สาม อาการเจ็บคอดีขึ้น แต่เริ่มคอแห้ง เสียงแห้ง ยังทานแต่น้ำอุ่น และข้าวต้ม วันนี้กินยำปลาทูน่าเข้าไป ดื่มน้ำเอนไซม์พลังบำบัดผสมน้ำอุ่น อัตราส่วน 30 ซ๊ซ๊กับน้ำอุ่น 1 แก้ว กลั้วคอด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือ 4 -5 ครั้งต่อวัน แปรงฟัน แปรงลิ้นด้วยทุกครั้งหลังอาหาร

วันที่สี่่ อาการเจ็บคอหายสนิท แต่คอแห้งมาก เสียงหาย ไม่มีเสียง ไม่มีเสมหะ ผสมน้ำผึ้งมะนาวน้ำอุ่นจิบทานทั้งวัน วันนี้ทานโจ๊ก และข้าวต้ม ยังดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดผสมน้ำอุ่น อัตราส่วน 30 ซ๊ซีกับน้ำอุ่น 1 แก้ว กลั้วคอด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือ 4 -5 ครั้งต่อวัน แปรงฟัน แปรงลิ้นด้วยทุกครั้งหลังอาหาร ใช้ยาพ่นคอ และอมยาอมมะขามป้อม

วันที่ห้า เริ่มมีอาการไอ คอแห้งมากขึ้น เสียงหาย โดยเฉพาะกลางคืนไอตลอด นอนไม่ค่อยได้ ยังคงกลั้วคอด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือ 4 -5 ครั้งต่อวัน แปรงฟัน แปรงลิ้นด้วยทุกครั้งหลังอาหาร และจิบน้ำผึ้งมะนาวน้ำอุ่น ทานข้าวต้ม และดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดผสมน้ำอุ่น อัตราส่วน 30 ซ๊ซีกับน้ำอุ่น 1 แก้ว ใช้ยาพ่นคอ และอมยาอมมะขามป้อม

วันที่หก ยังมีอาการไอ และเริ่มมีเสมหะ น้ำมูก เสียงยังหาย ยังคงสู้ต่อด้วยการจิบน้ำผึ้งผสมมะนาวน้ำอุ่น ตลอด กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ และแปรงลิ้นทุกครังหลังอาหาร และดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดผสมน้ำอุ่น อัตราส่วน 30 ซ๊ซีกับน้ำอุ่น 1 แก้ว ใช้ยาพ่นคอ อมยาอมมะขามป้อม และคืนนี้ต้องกินยาขยายหลอดลม เพราะเสมหะทำให้หายใจไม่ออก

วันที่เจ็ด เริ่มมีเสียงกลับมาแล้ว เสมหะเริ่มมากขึ้น ไอเวลากลางคืน แต่ทิ้งช่วง หลับได้บ้าง อาหารเริ่มทานโจ๊กใส่ไข่ ยังคงจิบน้ำผึ้งผสมมะนาวน้ำอุ่น และดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดบัดผสมน้ำอุ่น แปรงลิ้น กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ เหมือนเดิม  ใช้ยาพ่นคอ และอมยาอมมะขามป้อม คืนนี้ก็ทานยาขยายหลอดลม เพราะนอนราบไม่ได้เลย

วันที่แปด เสียงกลับมาพูดได้เกือบ 70% แล้ว เสมหะมีบ้าง ไอลดลง แต่ยังคงคันคอ ระคายคอ ยาอมมะขามป้อม กับจิบน้ำมะนาวน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่น ทานโจ๊ก ทานก๋วยเตี๋ยว แปรงลิ้น กลั้วคอหลังทานอาหาร ดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดผสมน้ำอุ่น อัตราส่วน 30 ซ๊ซีกับน้ำอุ่น 1 แก้ว

วันที่เก้า เสียงกลับมาเกือบปกติ ยังไอเล็กน้อย มีเสมหะอยู่  ทานโจ๊ก ถ้าระคายคอ ยังอมยาอมมะขามป้อม จิบน้ำมะนาวน้ำผึ้ง และกลั้วคอด้วยน้ำเกลือเหมือนเดิม ดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดผสมน้ำอุ่น อัตราส่วน 30 ซ๊ซีกับน้ำอุ่น 1 แก้ว

วันที่สิบ เสียงปกติ ระคายคอบ้าง เวลาถูกความเย็น ไอกลางคืนเล็กน้อย ยังมีเสมหะนิดหน่อย ใช้ชีวิตปกติ แต่ยังไม่ดิืมน้ำเย็น ดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดผสมน้ำอุ่น อัตราส่วน 30 ซ๊ซีกับน้ำอุ่น 1 แก้ว

สรุปผลการทดลอง การรักษาด้วยธรรมชาติบำบัด ใช้ระยะเวลานานกว่าปกติมากกก และบางอาการ เช่น เวลามีเสมหะเยอะ ๆ จำเป็นต้องใช้ยาละลายเสมหะ เช่นยาอม หรือยาพ่น และถ้ามีน้ำมูกหรือเสมหะมาก ๆ จน หลอดลมตีบ ก็ต้องใช้ยาขยายหลอดลม


วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561

ประสบการณ์อันหนาวเหน็บ

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้มีโอกาสเดินทางร่วมทริปขึ้นเหนือไปกับคนรุู้จัก ก่อนเดินทางฉันถามว่า หนาวไหม ต้องเตรียมเสื้อกั้นหนาวระดับไหน พี่ตอบมาว่า ... ไม่หนาว เอาแบบบาง ๆ ไปก็พอ ... โอเค รับทราบ ...


การเดินทางไปเหนือครั้งนี้ แค่วันแรกที่น่าน อากาศหนาวเข้ามาเยือน แต่โชคดีของเราที่ได้พักโรงแรมที่อบอุ่นเพียบพร้อม และสำหรับวันที่สอง ที่เขาต้องเดินทางขึ้นดอย ไปนอนกับชาวบ้านบนเขา ได้พักในกระต๊อบเล็ก ๆ ที่มุงด้วยใบตองตึง ลมพัดหนาวเย็นมาก ตัวฉันมีแค่เสื้อบาง ๆ ที่ใส่ไว้ 4 ชั้น และเสื้อกันลมบาง ๆ อีก 1 ตัว กางเกงยีนต์ กับกางเกงนอนใส่ซ้อนกัน 2 ชั้น อากาศที่หนาวเย็น ได้ผ้าห่มจากชาวบ้านมาอีก 1 ผืน ยังไม่สามารถบรรเทาความหนาวเย็นนี้ได้

เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของฉันในการขึ้นดอยที่ไม่พร้อมขนาดนี้ คืนนั้นทั้งคืนฉันนอนมาก หนาวจนนอนไม่หลับ หนาวไปถึงกระดูก สมองของฉันคิดทบทวนไปยังเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพ่อที่จากไป เรื่องราวที่ทำผิดพลาด เรื่องราวที่ยังอยากทำ ความหนาวทำให้นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ปลายเท้าที่เย็นทำให้ปวด ปลายมือที่เย็นทำให้ชา  ความหนาวและลมทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว ....

หากความหนาวเหน็บ ฆ่าคนได้ คงเป็นจิตใจที่ยอมแพ้มาก่อน แล้วร่างกายก็จะตายตาม ....คืนวันแรกผ่านไป คืนวันที่สอง คืนวันที่สาม ทำให้รู้สึกกลัว กลัวความหนาว กลัวความเหงาที่ก่อเกิดในจิตใจ....

ความหนาว ที่ไร้แสงแดด วันนี้ฝนพร่ำ วันที่หมอกหนา วันที่แสงแดดไม่ออก วันนี้มีแต่ความชื้น เป็นอะไรที่ไม่ดีเลยที่เดียว... ชาวเขา ชาวบ้าน เขาเก่งในการใช้ชีวิตแบบนี้ อาหารที่ตอนเช้าเป็นข้าวต้มธัญพืชที่อบอุ่นและให้พลังงานสูง ดีต่อสุขภาพมาก ของหวานเป็นกล้วย เป็นแป้ง ก็ให้พลังงานและเสริมวิตามินได้ดี ...

ขอบคุณประสบการณือันหนาวเหน็บที่ให้ฉันได้เรียนรู้ และไม่ประมาทกับชีวิตอีกต่อไป...

The Good Doctor เป็นหนังที่สื่อให้เห็นสิ่งดี ๆ


เรื่อง The Good Doctor เป็นหนังเกี่ยวกับ ผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นออทิสติก แต่มีความทรงจำอันเป็นเลิศ ทำให้เขาใฝ่ฝันอยากเป็นศัลยแพทย์เพื่อน้องชายของเขา และเขาได้รับสนับสนุนจากหมอผู้หนึ่งพร้อมรับเขาเข้าทำงานในโรงพยาบาลที่ตนเองบริหารงานอยู่ แต่ทุกอย่างก้าวเขาต้องพิสูจน์ตนเองกับคนรอบ ๆ ข้าง ....

แต่หนังเรื่องนี้ กลับไม่ได้แสดงให้เห็นแต่เพียงด้านเดียว มิได้ ให้ตัวเอก โดดเด่น เก่งกาจ เป็นเลิศ แต่ให้เห็นถึงศักยภาพของทั้งทีมแพทย์ศัลยกรรม ความทรนง ความอวดดี การยอมรับ การเคารพ และการมองนอกกรอบ เรื่องนี้นำเสนอให้เห็นในทุก ๆ ด้าน ในสังคม แม้แต่บางตอนที่เสียดสีสังคม ใจของมนุษย์ได้อย่างชัดเจน เช่น พ่อแม่ที่รักลูกที่เป็นออทิสติกมาก ดูแล เลือกแต่สิ่งดี ๆ ให้ลูก สุดท้ายก็ทำให้ลูกเป็นมะเร็ง หรือไม่อาจยอมรับหมอออทิสติก ที่เป็นอย่างลูกได้ เพราะไม่มีความเข้าใจและเชื่อมั่นหรือจิตใจที่คับแคบ ไม่เปิดกว้าง...

การสื่อสารของหนังเป็นไปอย่างนุ่มนวล ชวนให้ติดตามดูในทุก ๆ ตอน ความผิดพลาดของศัลยแพทย์ การก้าวข้ามความผิดพลาดนั้นไป การยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น การเดินหน้าต่อไป การยอมรับความเป็นตัวตนของคนอื่น การยอมที่จะขอโทษ และให้อภัย ล้วนมีสื่อในหนังเรื่องนี้...

เป็นหนังที่ควรค่าแก่การดู โดยเฉพาะใครที่มีผู้ป่วยที่ต้องดูแล การดูหนังเรื่องนี้ยังทำให้เราเห็นถึงสิทธิของผู้ป่วย การที่แพทย์ต้องยอมรับสิทธิของเรา มิใช่ให้เราตามใจแต่แพทย์ที่รักษา การให้แพทย์คิดเปิดทางเลือกให้มากกว่าทางเดียวที่แพทย์ถนัด เช่น เอาแต่ต้องผ่าออก ทางเลือกที่สองไม่มี เพราะตนเองไม่ถนัด แพทย์เช่นนั้น คือ แพทย์สมัยโบราณ การรักษาโรคในสมัยนี้ เราจำเป็นต้องมีแพทย์ที่มองนอกกรอบ การนำศาสตร์ความรู้หลาย ๆ แขนง มาประยุกต์ในการดูแลผู้ป่วยรักษาผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยหายเร็วที่สุด และเจ็บตัวน้อยที่สุด...

นับว่าเป็นเรื่องที่ดูแล้วอยากดูซ้ำมากที่สุดเลยที่เดียว


วันเสาร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2561

นกเอี้ยงในความทรงจำ

นกเอี้ยงในความทรงจำของผู้เขียน....

ผู้เขียนไม่ได้เป็นนักดูนกหรือนักถ่ายภาพนกแต่อย่างไร ... แต่วันนี้ได้มีโอกาสร่วมคณะมาเดินดูนกกับเหล่านักดูนกที่สวนรถไฟ... มีนกหลายชนิดมากที่ผู้เขียนเคยเห็นในวัยเด็ก แต่ก็ไม่ได้เคยสังเกต หรือรู้จักชื่อของนกเหล่านั้น....

นกตัวหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่า ใครหลาย ๆ คนก็คงเคยเห็นแต่ไม่เคยสังเกตุหรือรู้จักมัน....
ภาพนี้เอามาจากน้องตู๋ อาสาสมัคร

เห็นภาพแล้วนึกออกกันไหมค่ะว่า เป็นนกอะไร เป็นนกที่เราคุ้นเคยและเห็นกันบ่อยมาก ... นกเอี้ยงนั้นเอง... ผู้เขียนก็เพิ่งเคยรู้ว่า นกเอี้ยงมีหลายชนิดนะในบ้านเรา สมัยเด็ก ๆ ในความทรงจำของผู้เขียน เราชอบร้องเพลงว่า นกเอี้ยงมาเลี้ยงควายเฒ่า ควายกินข้าวนกเอี้ยงหัวโต....555

วันนี้ผู้เขียนเลยได้รู้จักและพอแยกแยะลักษณะของนกเอี้ยงในบ้างเราได้บ้าง เช่น นกเอี้ยงในภาพ เป็นนกเอี้ยงสาลิกา จะเห็นว่ามีหนังรอบตาเป็นสีเหลือง เหมือนใส่หน้ากาก.... เท่ไม่หยอก...

ส่วนนกเอี้ยงควาย ที่ผู้เขียนจำได้ในตอนเด็ก ๆ จะเป็นนกปากส้ม ๆ หัวและคอดำ ลำตัวสีเทา ๆ  น้ำตาล มีหงอนที่หัว ไม่มีหนังรอบตาสีเหลือง นั้นก็เรียกว่า นกเอี้ยงควาย...

ภาพนี้ผู้เขียนเอามาจาก google นกเอี้ยงควาย

ตอนนี้ ผู้เขียนก็เริ่มค้นกลับไปในความทรงจำ ก็จำได้ว่า มีนกเอี้ยงตัวดำ ๆ ที่มีหงอน แบบเท่ ๆ อีกตัว คือนกเอี้ยงควาย หรือเปล่า ปรากฏว่า เจ้าตัวที่มีหงอนที่หัวเท่ ๆ ตัวดำสนิท เลย เป็นอีกชนิด เรียกว่า นกเอี้ยงหงอน... 

นกเอี้ยงหงอน เจอะได้ที่สวนรถไฟด้วย

สรุปว่า วันนี้ นกเอี้ยงในความทรงจำของผู้เขียน เพิ่มจาก นกเอี้ยงในควาทรงจำที่เป็นเอี้ยงเหมือน ๆ กัน กลายเป็น นกเอี้ยงสาลิกา มีหนังรอบตาสีเหลือง นกเอี้ยงหงอน ตัวดำสนิทมีก้นขาวมีหงอนเท่ ๆ และนกเอี้ยงควาย ที่ไม่เจอะที่สวนรถไฟ มีหงอนสั้น ๆ แต่ตัวออกสีเทา ๆ นั้นเอง 



แต่นกเอี้ยงที่เลี้ยงควาย ก็ไม่ใช่แค่นกเอี้ยงควายนะ มันขึ้นหลังควายทุกเอี้ยงเลย เพราะมันไปหาแมลงบนตัวควายกินนั้นเอง... สรุปว่า นกเอี้ยงมาเลี้ยงควายเฒ่า ไม่ใช่แล้ว แต่เป็นควายเป็นแหล่งอาหารให้กับนกเอี้ยงนั้นเอง...

ขอบคุณกิจกรรมเดินดูนกในสวนของสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ที่ทำให้ผู้เขียนได้ระลึกถึงนกเอี้ยงในความทรงจำ