แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2557

หนึ่งภาพเล่าเรื่อง "กระโดด" ๋Jumping


หนึ่งภาพเล่าเรื่อง วันนี้เสนอ "ภาพกระโดด" หรือ Jumping การกระโดด...

ภาพถ่าย นักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติทีมากับกลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทย ณ เขาหลวง จ.สุโขทัย... ภาพถ่ายโดย คุณโซระซัง

การถ่ายภาพ กระโดด หรือ ภาพ Jumping เป็นที่นิยมของเหล่านักท่องเที่ยว วัยหนุ่มสาว ภาพกระโดด ที่เราพบเห็นในโลกออนไลน์ หรือ social  network  มีทั้งภาพการกระโดดแบบเดี่ยว กระโดดแบบคู่ กระโดดเป็นหมู่....

สถานที่ที่นิยมถ่ายภาพ กระโดด หรือ Jumping ก็ได้ทุกที่ ที่นักท่องเที่ยวไปเยี่ยน ไม่ว่าจะเป็นที่จุดชมวิว ภูเขา ทะเล สวนสาธารณะ ทุก ๆ แห่ง ที่ใจของหนุ่มสาว นักท่องเที่ยว พร้อมเพรียงกันจะกระโดด เพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึก เพื่อความสนุก เพื่อความประทับใจในการมาท่องเที่ยวในทริปนั้น ๆ ...

การถ่ายภาพ กระโดด แท้จริงมีจุดมุ่งหมายอย่างไร .... จากการถ้าสอบถาม กลุ่มนักท่องเที่ยว ณ เขาหลวง จ.สุโขทัย ได้รับคำตอบว่า พวกเขาถ่ายภาพ กระโดด หรือ ภาพ Jump Action เพื่อความสนุก ความมันส์ ยิ่งถ้าบริเวณที่มีวิวสวย ๆ หรือ บนหน้าผา บนหิน ถ้าภาพกระโดด แล้วตัวลอย เหมือนอยู่กลางหุบเขา กลางเหว ยิ่งตื่นเต้น และประทับใจ พวกเขาพร้อมกระโดดและถ่าย โดยไม่ได้คำนึงถึงอันตราย หรืออุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น แต่พวกเขาก็จะระมัดระวังในระดับหนึ่งแล้ว และการกระโดดนั้น ทั้ง ผู้กระโดด และผู้ถ่ายภาพ ต้องมีเทคนิคในการกระโดด เพื่อให้ตัวลอย ท่าทางสวยงาม ได้อารมณ์ และเทคนิคการถ่ายที่สามารถถ่ายให้ดูคนกระโดดได้สูง มุมสวย น่าตื่นเต้นอีกด้วย...

ซึ่งเทคนิคการถ่ายภาพกระโดด ผู้ถ่ายจะต้องปรับมุมมองให้เป็นมุมเงย ล็อคโฟกัสจุดที่ผู้กระโดดยืนไว้ก่อนเลย ระวังอย่าให้โฟกัสหลุด ความเร็วซัตเตอร์ต้องสูง ๆ ไว้ เพื่อให้ภาพที่คมชัดหยุดได้กลางอากาศ

ส่วนเทคนิคของผู้กระโดด จะต้องพับเข่า เพื่อให้ดูว่ากระโดดได้สูง และควรเลือกกางแขน หรือยกแขน กางขา พับเข่า หรือ ให้ดูมีลีลากลางอากาศที่สวยงาม อีกด้วย

สุดท้ายนี้ หวังว่าจะสนุกกับการ Jumping ในทุกทริปการท่องเที่ยวกันนะค่ะ

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โปรแกรมล่องเรือชมธรรมชาติในเขื่อนขุนด่านปราการชล

ล่องเรือเขื่อนขุนด่านปราการชล
จ.นครนายก
เขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย เก็บกักน้ำได้มาก จากน้ำตกเหวนรกจากเขาใหญ่
เรือหางยาว ที่ใช้ในการให้บริการล่องเรือชมวิวในเขื่อน มีหลังคามุ้งกันแดดค่ะ 
เมื่อทำการติดต่อเรือ แล้ว ค่าบริการคิดเป็นรายหัว คือคนละ 200 บาท ไปกี่คนก็ได้ 
ให้จอดรถไว้ที่จอดรถ บนเขื่อน แล้วทางคนเรือจะใช้รถกระบะมารับ พร้อมแจกเสื้อชูชีพให้คนละตัว คนละตัวเท่านั้น ห้ามเอาเยอะ
เสื้อชูชีพก็ใหม่ สภาพใช้ได้ดีกว่าไปล่องแก่งอีก ที่บ้างตัวเชือกก็ขาดแล้ว
เมื่อแต่งตัว ใส่ชูชีพเสร็จ ก็ไปขึ้นเรือกันเลย ลำไม่ใหญ่ นั่งได้ประมาณ 8 -10 คน
มีคนขับเรืออีกคน
  
วิธีลงเรือ ก็ต้องทรงตัวให้ดีนะจ้า แล้วนั่งคู่กันทำหน้าสลอน ดังรูปจ้า (ไม่งั้นถ่ายรูปไม่ติดนะค่ะ) แต่คนถ่ายรูปไม่ติดจริง ๆ เพราะเป็นคนถ่าย ไม่ผิดกติกา...ฮา..ฮา
 
เรือวิ่งมุ่งหาเข้าไปในเขื่อน ตรงข้ามกับเขือนดิน สองข้างทางที่ล่องไป มีต้นไม้ยืนต้นตาย โผล่ออกมาจากใต้น้ำ บรรยากาศดี อากาศไม่ร้อน สงบ สบาย เย็นดี มาก ๆ ค่ะ ...ชิว ๆ นะค่ะ
น้ำตกแสงน้อย น้ำตกแห่งแรกในบริเวณเขื่อนขุนด่านที่เรามาเยือน
ที่มาของชื่อ... ถามคนเรือ ก็ได้คำตอบว่า....ตอบว่า....ตอบว่า... คนเรือตั้งกันเอง...อ้าว...
แสดงว่ามีความหมายว่า น้ำตกนี้แสงส่องถึงน้อย ไม่ค่อยสว่างอ่ะ....
   
 
น้ำตกน้ำเยอะมีนะในเดือนนี้ รีบไปเทียวกันได้เลย เรือก็มาเทียบถึงที่น้ำตกนะ แต่.... ที่ถ่ายมาให้ดูข้างบนมันเป็นชั้นล่างจ้า ...ต้องเดินขึ้นไปอีกระยะหนึ่งเชียว แต่ไม่ไกลหรอกค่ะ กำลังเหลือเฟือ...
เมื่อมาถึงน้ำตกและแอ่งที่ให้เล่นน้ำก็ลุยเลยค่ะ น้ำเย็นสบาย ใสมาก สนุกสุด ๆ นี่แค่น้ำตกแรกนะค่ะ คนขับเรือก็ปล่อยให้เราเล่นตามสบาย แต่ก็มีเตือนเล็กน้อยว่ายังมีน้ำตกอีก 2 ที่นะ

  
โชว์เบื้องหน้า หน้าตาของแกงค์ตะลอนเที่ยว (ถือโอกาส อธิบายสักนิด เริ่มต้นจากทางซ้ายมือเสื้อขาว นายต. คนขับ ถัดมาสมาชิกใหม่เขยกลุ่ม เขย น. ถัดมาคนข้างหลังด้านขวาสุด เนวิกเกเตอร์ จ. ขวามือสุดด้านหน้า เหรัญญิก ป. ตรงกลางเสื้อแดง หัวหน้าแกงค์ ต. และคนสุดท้าย สาวน้อย ก.) เห็นหน้าค่าตากันแล้ว ก็ไว้เจอะกันที่ไหน ไม่ต้องทักนะค่ะ แบบว่า...อายอ่ะ... อิ..อิ
.......................................................
  
เพียงแค่น้ำตกแรก ยังมีเรื่องเล่ามาก ๆ คงต้องไปต่อกันอีกที่....ในน้ำตกโคกครามกับเขื่อนขุนด่าน

 ....ติดตามอ่านกันหน่อยนะจ้า.....

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพกับทริปนครนายก

ทริป 1 วันกับนครนายก

ทริปแรกของการกลับมาของแกงค์ตะลอนเที่ยว เริ่มต้นนัดกันตั้งแต่ต้นเดือน สรุปได้ในวันที่ 23 สิงหาคม 2552 (แต่ละคน busy มาก ๆ แบบว่าระดับผู้บริหาร ถ้าขาดงานแล้วจะธุรกิจจะขาดทุนกว่าร้อยล้าน....ฮึ..ฮึ)

งานนี้คนจัดโปรแกรม ก็เป็นหน้าที่หัวหน้าแกงค์ (ยัย..ต) รับหน้าที่ในการ set program ซึ่งเบื้องหลังเจ้แกก็ทำการเปิดเนตแล้วหาข้อมูลเพียง 15 นาที แล้วส่งโปรแกรมเสนอไปยังลูกทีม.... คำตอบที่รอคอยหายไปกว่า 1 อาทิตย์ จากโปรแกรม 2 วัน 1 คืน ลดเป็น 1 วัน จากโปรแกรมล่องแก่ง Avenger สุด ๆ ก็เริ่มไม่มั่นคงเสียแล้ว ....แต่คำตอบจากหัวหน้าแกงค์ "ไม่ต้องห่วงพี่เซตไว้แล้ว ไปได้เลย เป็นวันเดียวกลับ"  ลูกแกงค์ได้ฟังดังนั้นก็สบายใจ...(ละมั่ง)

เวลานัดเริ่มต้นที่ 8.30 น. ที่รังสิต ข่าวล่ามาว่า เจ้า..ม. จากตากจะมาด้วย นัดกัน 8.00 น. (เจ้านี้ นัดยาก นัดเย็น แบบว่า ...นัดแล้วใยไม่มา นัดแล้วลืมสัญญา ประมาณนั้น... สุดท้ายก็เฟค...จนได้ พี่แกไม่มาอีกแล้ว ... พอคุยกัน ก็แบบว่า... ขอบอกผ่านตัวอักษรนี้ฝากสายเนตไปว่า "เพื่อน ๆ ให้อภัยแล้ว ส่งข่าวด่วน....

การเดินทางเริ่มจากรังสิต เส้นทางนครนายก วิ่งตรงไปเรื่อย เข้าเขตอ.เมือง และเส้นทางสาย 3049 ไปยังน้ำตกนางรอง และเขื่อนท่าด่าน ทริปนี้เรามีผู้ชายแค่ 2 คน จึงขอใช้คำว่า "ผู้ชายมีน้อย ต้องใช้สอยให้ประหยัด และมีประโยชน์" กล่าวคำนี้ แล้วก็ใช้มันทั้งสองขนของ และขับรถ ตามคอนเซ็ป...อิอิ (ใครจะกล้าหือ...แกงค์นี้ผู้หญิงเป็นใหญ่)

ในรถ หัวหน้าแกงค์ก็ส่งกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีในนครนายก ให้ลูกทีมเลือก สรุปว่ากิจกรรมที่อยากทำแบ่งเป็นหลายกลุ่มกัน เช่น โรยตัว จิ้งจอกเหินเวหา บีบีกัน เที่ยวน้ำตก ลงเรือเที่ยวเขื่อน ซึ่งระหว่างทางก็มีกิจกรรมล่องแพ โรยตัว ATV อยู่ระหว่างทางหลายเจ้าด้วยกัน แล้วแต่จะเลือก ซึ่งระหว่างขับรถผ่านไป ลูกทีม A เอย...ขึ้นมาว่า จิ้งจกเหินเวหา แบบว่า อ่านผิดจากคำว่า จิ้งจอกเป็นจิ้งจก.... (อาการ ฮาแตกจึงบังเกิดขึ้นบนรถ....อิ อิ เอา ฮา............)  สำหรับกิจกรรมเมื่อได้สอบถามพบว่าบางกิจกรรมไปน้อยก็เล่นได้ บางกิจกรรมก็กำหนดขั้นต่ำ เช่น โรยตัวหน้าผาจริง เน้นว่า ต้องไปตั้งแต่ 8 คนขึ้นไป ราคาก็เท่ากันทุกเจ้า เลือกเอาเองนะจ๊ะ... (แบบว่า...การท่องเที่ยวทำงาน ควบคุมราคาได้ดีมาก...)

ระหว่างทางเห็นแวะไปไหว้พระพิฆเนศองค์ใหญ่ที่สุดในนครนายก งานนี้คนเยอะมาก เพราะว่ามีพิธีบูชาพระพิฆเนสร่วม 9 องค์ มีพราหมมาทำพิธีด้วย เตรียมการขากล้อง กล้องถ่ายรูป เอาลงไป แต่ปรากฏว่า ลืมเอาถ่านไป ถามลูกแกงค์...เจ้า ก. ปรากฏว่า เอาถ่านมาแค่ 2 ก้อน กรรม...ละซิครับ กล้องนี้ใช้ถ่าน 4 ก้อน เวร....ไปกันมากี่เที่ยวแล้วหือ... งานนี้โชคช่วย... ลูกแกงค์อดีต เนวิกเกเตอร์ จ. เอากล้องพกติดตัวมา เลยได้ถ่ายเก็บบรรยากาศ อิอิ...รอดไป เดียวค่อยไปแวะซื้อถ่านใหม่...

ในงานพิธี... มีพระพิฆเนศ องค์ใหญ่เป็นพระประธาน ท่านมีหนู เป็นข้ารับใช้ เวลาเราไปไหว้ ก็ทำการจุดธูป เทียน ไหว้และอธิฐาน และเดินวนองค์ท่านอีก 3 รอบ และลงไปบอกเล่าคำอธิฐานให้กับรูปปั้นหนูที่เป็นข้ารับใช้ของท่าน เพื่อให้เจ้าหนูตัวนี้นำคำอธิฐานไปเตือนท่านเพื่อให้คำอธิฐานของเราเป็นจริง ทั้งนี้ วิธีการบอกกับเจ้าหนูคือ ... ไปกระซิบที่หนูข้างหนึ่ง อีกข้างให้เอามือปิดไว้... งานนี้พวกเราก็ทยอยกันทำ แต่คุณรู้ไหมว่า การที่รูปปั้นหนูซึ่งเป็นเหล็กสำริดตั้งอยู่อย่างนั้นตรงจุดเดียว และมีแสงแดดส่อง เวลาเรากระซิบ และเอามืออีกข้างไปป้องปิดหูหนูไว้ มันร้อนแค่ไหน ตอบได้เลยว่า ร้อนโค..ร..ต... มือพองแดงกันเป็นแถว ๆ แต่จำต้องทน เพื่อพรอันศักดิ์สิทธิ์ กลัวไม่ได้พร มือประกบป้องหูหนูไปเต็ม ๆ ร้อนก็ทน คำอธิฐานก็ยาว โอ๋...มายก็อต (ต้องจดจำกันไปอีกนานเลยแหละ....ความร้อนนี้...)

จากนั้นก็ขับรถไปเที่ยวเขื่อนท่าด่าน หรือชื่อเต็มว่า เขื่อนขุนด่านปราการชล ชื่อเล่นว่า เขื่อนคลองท่าด่าน ซึ่งเป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดที่ยาวที่สุดในโลก สร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตัวเขื่อนมีความยาวรวม 2,720 เมตร สูง 93 เมตร ทำหน้าที่รับน้ำที่ไหลมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ผ่านน้ำตกเหวนรกลงสู่อ่างเก็บน้ำ มีบริการให้นั่งรถรางไปตามสันเขื่อน ราคาต่อท่าน 20 บาท และมีไกด์สาวสวยคอยเล่าประวัดิของเขื่อนให้ฟังในขณะที่นั่งรถรางไปตามสันเขื่อน การเล่าก็ดำเนินไปตามปกติ จนมีเสียงถามขึ้นมาว่า น้ำไหลจากน้ำตกเหวนคร แล้วช้างที่ตกไปลอยมาติดเขื่อนตรงนี้หรือเปล่า...คำตอบจากไกด์ก็บอกใช่ค่ะ แสดงว่า...อืม แสดงว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นก็มารอเก็บพวกเราตรงนี้....อ้าวยัยป้า พูดเสียเสียงดัง (วงแตกอ่ะงานนี้ อิอิ...ยัยหัวหน้าแกงค์...)


หลังจากนั้น ก็ไปแวะซื้อข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง ร้านแรกตรงสามแยก ที่ขับออกมาจากเขื่อนแล้วเลี้ยวไปทางน้ำตกนางรอง (แอบกระซิบนิดว่าไม่อร่อย แนะนำว่าอย่าซื้อเลย....) แต่ร้านขายของข้าง ๆ คุณตากับคุณยายมีสวนลองกองหวานอร่อยมาก 3 กิโล 100 บาท ลูกใหญ่ แพงนิด แต่ถือว่าเพื่อคุณตา คุณยายน่ารักดี   เมื่อได้สเบียงแล้วขับตรงไปยังน้ำตกนางรอง เห็นห้าง 108 แวะทันที่หาซื้อถ่าน ปรากฏหมดอีก โอ้มาย...ก็อด... งานนี้ขัดใจเจ้ เจ้ไม่ยอม....   

ถึงน้ำตกนางรองเสียค่าเข้า 100 บาท ค่ารถ 40 บาท คนอีกคนละ 10 บาท ในน้ำตกนางรองก็มีร้านค้ามากมาย ทั้งขนม อาหาร และเสื้อผ้า ให้เลือกซื้อกัน เดินไปแค่เพียงนิดเดียว เน้น....นิดเดียวจริง ๆ น้ำตกมีกระหยอมเดียว แต่คนเต็ม คนเยอะมาก (มาทำไมกันเนี่ย ไม่เข้าใจ...) แต่เราก็ไม่ยอมแพ้ ยังสามารถหาที่ปูเสื่อและนั่งกินกันได้ กินไปเมาส์กันไปอย่างสนุกสนาน.... รวมปรึกษาหารือกันว่าตกลงจะไปทำกิจกรรมอะไรกันต่อดี ฝนก็ทำท่าเหมือนจะตก...คิดซิ คิด.... จะนอนก็คงไม่ดี คนก็เยอะ ไม่น่าเวิรค์.. ปรึกษากันไปก็สรุปเหมือนเดิม คือ ขับรถไปวน ๆ ดูก่อนแล้วกัน อ้าว..แล้วปรึกษากันทำไหมวะเนี่ย... (แกงค์นี้มันไม่คิดไง...) หลังจากอิ่มหน่ำแล้ว ก็ออกมาตะเวนหากิจกรรมเล่นกัน

แต่จริง ๆ แล้ว ขอกระซิบบอกหน่อยมีอยู่ 2 คน มันรวมหัวกัน คิดว่าจะให้ไปล่องเรือที่เขื่อน แต่ไม่พูด คือ (หัวหน้าแกงค์ และเจ้า ก.) แอบกระซิบกระซาบกัน และรวมหัวกันตกลงไปแล้ว โดยที่คนอื่น ในแกงค์มิได้รับรู้...อิอิ ตัววางแผนทำงานแล้ว... ปล่อยให้ลูก ๆ แกงค์ กับคนขับ นาย ต. ขับไปขับมาหากิจกรรม ถามราคา และสรุปกันไม่ได้ จนถึงเวลา ฮิโร่ ต้องออกโรง ฟันธงเสียแล้ว อิอิ... หัวหน้าแกงค์ขอตัดสินเลยนะ... ไปเขื่อนล่องเรือแหละ ... (อิ ... อิ... เข้าแผน แอบมองหน้ากัน กับ เจ้า ก. แล้วยิ้ม)

พอไปถึง ก็สอบถามราคาเรือ 200 บาทต่อหัว เป็นเรือหางยาวมีหลังคา ได้ไปดูน้ำตก 3 ที่ คือ น้ำตกแสงน้อย น้ำตกโคกครม น้ำตกช่องลม และสามารถเล่นน้ำได้ด้วย "เอาเลย...เปลี่ยนชุด เล่นน้ำตก นั่งเรือ ชมธรรมชาติ ชิว...ชิว...." หยุดก่อน ใครบอกคุณว่า โปรแกรมล่องเรือ ชมธรรมชาติในเขื่อนขุนด่านปราการชล ชิว...ชิว...ถ้าใครคิดแบบนั้น จะต้องเปลี่ยนความคิดทันที ที่คุณได้เห็นภาพและเรื่องราวที่จะเล่าต่อไปในตอน 2.............ติดตามตอนหน้านะจ๊ะ ใครไม่รออ่านต่อ งอนนะค่ะ

ปล. รูปที่ถ่าย รอภาพประกอบจาก เนวิกเกเตอร์ จ. ก่อนนะ

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552

สุพรรณรำลึก ตอนตลาดเก้าห้อง

ครั้งนี้เป็นอีกหลาย ๆ ครั้งที่ได้เดินทางมาเยือนสุพรรณ จังหวัดที่นึกแล้วทำให้ต้องคิดถึงภาพยนต์เรื่อง "บุญชู" และเสียงหน่อ กับเสียงเพลง "ไปด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณเอ้ย..." สุพรรณบุรี นับว่าเป็นเมืองผ่าน ไปยังจังหวัดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุทัยธานี กาญจบุรี นครสวรรค์ เป็นต้น ไม่เคยเลยที่จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อมาเที่ยวสุพรรณ แต่มักได้มาแวะซื้อของขึ้นชื่อของเมืองสุพรรณอยู่เสมอ คือ "ขนมสาลี่" เมืองสุพรรณ

ที่ได้ขึ้นชื่อว่า หอม อร่อยมากที่สุด และบางครั้งก็มีโอกาสได้มาลิ้มรสอาหารเลืองชื่อ ก็คือ "ปลาม้า" ไม่ว่าจะทอด ทำต้มยำ ก็อร่อยเด็ด รสนุ่ม หวาน แม้คิดแล้วก็อยากกินอีกสักครั้ง
แต่เดี๋ยวก่อน วันนี้ไม่ได้มาพูดเรื่องอาหารหรือของกิน แต่จะมาเล่าเรื่อง "ตลาดเก้าห้อง" ให้ฟัง ตอนเรื่องที่ได้ยินชื่อนี้ คิดเลยว่า อ๋อต้องเป็นตลาดแบบว่ามี 9 แถว หรือ 9 ล็อก แน่ ๆ แต่คงไม่ใช่มีแค่ 9 ร้าน 9 ห้อง หรอกนะ เรามาทำความรู้จัก ตลาดเก้าห้อง ไปด้วยกันเลยนะ

ตลาดเก้าห้อง เป็นตลาดห้องแถวเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน อายุประมาณ 100 ปี สร้างประมาณต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันตั้งอยู่ ในเขตเทศบาลตำบล บางปลาม้า หมู่ที่ 2 ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

จากเอกสารที่มีผู้เขียนเกี่ยวกับประวัติตลาดเก้าห้อง และจากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุ คำว่า ”ตลาดเก้าห้อง” น่าจะนำมาจากชื่อของบ้านเก้าห้อง ซึ่งเป็นบ้านโบราณมีประวัติสืบทอดมายาวนาน

ทางเข้าตลาดเก้าห้อง มีที่จอดรถสะดวกสบาย มาถึง แนะนำให้อ่านป้ายอธิบายรายละเอียดของแหล่งท่องเที่ยวก่อนเลย

สิ่งที่ไม่ควรพลาดที่ "ตลาดเก้าห้อง" คือ

1. ยันต์ฮู้ ยันต์โบราณ ที่ติดไว้ตรงเพดานของตลาด มีภาพให้ดู แต่อยู่ตรงซอยไหน ลองหาดูเอง ไม่บอกดีกว่า
ตลาดเก้าห้องเล่ากันว่าสร้างขึ้นโดยชาวจีนคนหนึ่งชื่อ “นายฮง“ อพยพมาจากกรุงเทพฯ มาทำมา ค้าขายอยู่บริเวณละแวกบ้านเก้าห้อง กิจการค้ารุ่งเรืองดี ในราว พ.ศ. 2424 ได้แต่งงานกับ “นางแพ” ซึ่งเป็นหลานสาวของขุนกำแหงฤทธิ์แห่งบ้านเก้าห้อง และได้ประกอบอาชีพค้าขายที่แพซึ่งสร้างขึ้นไว้ 1 หลัง จอดอยู่ริมน้ำหน้าบ้านเก้าห้อง ซึ่งในสมัยก่อนเป็นย่านค้าขายที่มีเรือนแพขายของสองฝั่งแม่น้ำ นายฮง หรือที่ชาวบ้านมักนิยมเรียกว่า “เจ๊ก-รอด” ทำการค้าขายสินค้าทุกประเภทโดยเฉพาะเครื่องบวช เครื่องมืออุปกรณ์ทำนาและเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหลายจนร่ำรวยและรู้จักกันในนามต่อมาว่า “นายบุญรอด เหลียงพานิช”

2. หอดูโจร ในปี พ.ศ. 2467 โจรได้ปล้นแพของนายบุญรอด และได้ทำการประทุษร้ายนางแพจนถึงแก่กรรม หลังจากนั้นไม่นานนายบุญรอดได้สมรสกับนางส้มจีน นายบุญรอดเริ่มวางแผนผังและสร้างตลาดบริเวณฝั่งตรงข้าม บ้านเก้าห้อง โดยโยกย้ายแพทั้งหลายทั้งหลายขึ้นไปค้าขายบนบกคือในตลาด เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าขายทางน้ำในบริเวณนั้นและเปิดการค้าทางบกมากขึ้นและนำชื่อบ้านเก้าห้อง มาเป็นชื่อตลาด คือ “ตลาดเก้าห้อง” เนื่องจากในสมัยก่อน โจรชุกชุมมาก ชาวบ้านจึงสร้าง "หอดูโจร" ขึ้นมาเพื่อดูลาดราว

3. ศาลหลักเมือง บ้านเก้าห้อง เป็นหมู่บ้านเก้าห้อง เก่าแก่ในประว้ติศาสตร์ มีอายุประมาณ 150 ปี ชาวบ้านส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากเมืองเวียงจันทร์ เชียงขวาง อพยพมาตั้งแต่สมัย ร.3 ปัจจุบันเรียกตนเองว่า ไทยพวน มีภาษาพูดของตนเองเป็นภาษาลาวพวน ผู้คนบริเวณนี้ได้รับการกล่าวขานว่าขยันขันแข็งมากซึ่งหัวหน้าของชาวลาวพวนคนหนึ่งได้รับการแต่งตั้งบรรนาศักดิ์เป็น "ขุนกำแหงลือชีย" ทำหน้าที่เป็นนายกองเก็บส่วยและยังมีประเพณีเป็นของตนเอง เช่น ประเพณีกำฟ้า ประเพณีบั้งไฟไทยพวน นอกจากนี้ยังมีคนจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานพร้อมกันโดยพิ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอย่างสงบสุขและมีงานประจำปีของศาลเจ้าพ่อและเจ้าแม่ทั้ง 3 ตลาดซึ่งถือได้ว่าเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม ทั้ง ไทย จีน ลาวพวน

4. พิพิธภัณฑ์ ตลาดเก้าห้อง พิพิธภํณฑ์ของเก่าเก็บ เอกชน โดยร้านเจริญสวัสตี อยู่ฝั่งตรงข้าม
เจ้าของใจดี ให้การต้อนรับไทยทัวร์พร้อมเล่าประวัติของเก่าสะสมแต่ละชิ้นอย่างละเอียด ส่วนใหญ่เป็นของใช้จริงในชีวิตประจำวันในอดีต 40-60 ปีก่อน

5. ร้านขายขนมเปี้ยเจ้าเก่า ของตลาดเก้าห้อง ร้านตั้งกุ้ยกี่ หรือ ร้านจันอับ ขึ้นชื่อ เอกลักษณ์ของตลาดเก้าห้อง มาแล้วต้องซื้อกลับ
ลองชิมดูแล้ว อร่อยดี


และยังมีอีกหลาย ๆ ที่ อยากฟังอีกไหม "เล่ายาวนะ" เอาเป็นว่าแนะนำให้ไปเที่ยวแล้วกัน ถ้าไปเที่ยวแล้ว แวะมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะ

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

ที่ไหนเอย....ใครรู้บ้าง


ภาพนี้ถ่ายมาจากแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ไม่ใกล้ ไม่ไกลกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของเรา เป็นแหล่งที่มีดินแดนเป็นของตนเองค่ะ ใครคิดออกแล้วเปิดดูเฉลยได้เลย ใครคิดไม่ออกอย่าแอบดูเฉลยนะค่ะ ให้เวลาคิดอีก 1 นาที ...... เฉลยได้เลยค่ะ

เฉลยแล้วนะค่ะ ภาพนี้คือ เกาะเกร็ดค่ะ ใครตอบได้เก่งมากค่ะ

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

ข้าวมันไก่ สมุทรสาคร เขาว่าอร่อย...........


เร็ว ๆ นี้ ช่วงเดือนมกราคมนี้เอง เจ้านิก น้องในกลุ่มตะลอนเที่ยว เอ่ยปากว่า "อยากไปกินข้าวมันไก่อร่อย ๆ เจ้าไหนดี" ปากมันพูดไป มือก็เปิด Net serach ทันที เจอะแล้วเขาบอกว่า.... (มาแล้วครับ เขา บอก ว่า ..... คงมีคนคิดตั้งคำถามว่า ใครนะบอก แต่คงน้อยคนที่จะหาคำตอบว่าที่พูดว่า เขานะ เขาไหน ใครกัน???) ร้านข้าวมันไก่ตอน ที่สมุทรสาคร เจ้านี้อร่อยจริง ๆ เจ้าของเป็นคนสิงคโปร์ เลี้ยงไก่เองด้วย คนไปกินกันเยอะเลย ไปไหมพี่ ไปเที่ยวสมุทรสาครกัน แล้ว ทริปเที่ยวสมุทรสาครก็เกิดขึ้น......
นัดพบกัน 7.30 น. งานนี้เจ้านิกมาก่อนเพื่อน มหัศจรรย์มาก ๆ ไม่เคยเห็นมันมาก่อนคนอื่นเลย มีแต่มารอมันเท่านั้น พวกเราขับรถออกทางพระราม 2 ไปสมุทรสาครเลย เห็นป้ายสมุทรสาคร ขับตรงไปอีกนิด ก็ถึงที่กลับรถใต้สะพานรถไฟ แล้วรีบชิดซ้ายทันที่ เพราะต้องเลี้ยวเข้าทางเล็ก ๆ ขับตรงไปก็จะเห็นป้ายร้าน แบบรูปเลย ไปถึงก็เกือบ ๆ 9 โมง จอดรถปั๊บ เจ้านิกก็รีบไปสักทันที แล้วเข้าไปดูกรงไก่ที่เขาเลี้ยงด้วย พออาหารมา กินกันอย่างรวดเร็ว ก็หิวนี้ ตอนนี้ไม่มีเสียงคุยกันเลย หลังจากเรียบร้อยโรงเรียนจีน ก็จ่ายเงิน แล้วขึ้นรถออกมา เสียงเงียบ ไร้การพูดคุยจนกลับออกมาสายหลัก กลับรถเพื่อไปสมุทรสาครต่อ เราก็พูดขึ้นมาว่า แพงเหมือนกันเน้อ ... จานตั้ง 30 -35 บาท อยู่ก็ไกลกรุงเทพ ยังมีคนมากิน แต่เนื้อไก่เขาก็นุ่มดีนะ เลี้ยงเอง คงเป็นไก่ปลอดสารพิษหรือเปล่า เหมือนผักปลอดสารพิษไง ต้องแพงหน่อย

ทำเลเต้นท์ทำเหตุ



ถ้าใครชอบแบกเป้ เดินทาง ตั้งแคมป์ คงได้พบประสบการณ์แบบนี้บ้างไม่มากก็น้อย.............. ปวดหลัง นอนหลับไม่สบาย หินทิ่มหลังตอนนอน น้ำค้างหยดจากเต้นท์ กิ่งไม้หล่นใส่เต้นท์ ทำท่วมเต้นท์ จะเคยมีประสบการณ์หรือไม่ก็ลองมาอ่านประสบการณ์นี้ดูนะค่ะ

ประสบการณ์แรกจากทริปเชียงใหม่ หน้าฝน

ณ อุทยานแห่งชาติออบหลวง หน้าฝนที่ลำน้ำไหลผ่านห้วยออบหลวงเป็นสีขุ่นเหมือนโคลน มีหาดทราย(แต่ไม่ขาว ไม่ละเอียด) อยู่ริมแหล่งน้ำ กลางวันน้ำลง กลางคืนน้ำขึ้น กฏธรรมชาติ รู้ก็รู้ แต่คิดว่าก็น่าจะเป็นเฉพาะทะเล (คิดได้ไงไม่รู้) กางเต้นท์ริมน้ำ ได้บรรยากาศสุด ๆ คืนนั้นเหนื่อยมาก ๆ นอนหลับเป็นตาย จนเพื่อนมาเขย่า ยังไม่อยากตื่น "ตื่น ๆ น้ำท่วมเต้นท์แล้ว ยกเต้นท์หนีเถอะ" เฮ้อ....เต้นท์เปียกเลย กระเป๋าก็เปียก ไงเนี่ย ออ...น้ำขึ้นจ้า..............(กฏข้อแรก ห้ามกางเต้นท์ติดริมน้ำมากเกินไป อาจเกิดเหตุการณ์นี้ได้)

ประสบการที่สองจากทริปพิษณุโลก หน้าหนาว

ณ อช. ทุ่งแสลงหลวง หน้าหนาว ทิวทุ่งต้นสนสูงตะหง่าน แหงนคอมองความงาม จนเมื่อย ลำต้นสีดำทะมึน ใบสนแหลม เรียวสีเขียวเข้ม ตัดกับพื้นดินที่ถูกปูพรมด้วยใบสนแห้งสีน้ำตาลแดง น้ำตาลเหลือง

งามสุดบรรยาย หายเหนื่อยจากการนั่งรถโบกมาทั้งวัน ทริปนี้กางเต้นท์ในป่าต้นสน เจ้าหน้าที่จัดที่กางเต้นท์เป็นลานกว้างไว้ให้ ไม่อ้าวววววววววววววววว เราจะเอาใต้ต้นสน ...... ได้จุดดีใต้ต้นสน 2 ต้นขนาบข้างเต้นท์ คืนนี้ นอนไม่หลับทั้งคืน เพราะว่า....ใบสนเอย กิ่งสนเอย ลูกสนเอย ตกใส่เต้นท์ ดังทั้งคืน ยังไม่พอ รากต้นสนใต้เต้นท์เราซิ ทำเอาเราเจ็บหลัง ปวดหลัง ไปทั้งวัน......... โทษฐานดื้อ ไม่เชื่อฟังเจ้าหน้าที่ (กฏข้อ 2 และข้อ 3 คือ ต้องเชื่อฟังเจ้าหน้าที่ กางเต้นท์ในจุดที่ให้กาง และไม่ควรกางเต้นท์ใต้ต้นไม้ เพราะอาจเกิดอันตราย และปวดหลังได้ สำคัญนะเนี่ย)



เล่าแค่ 2 ประสบการณ์ พอเป็นน้ำจิ้ม เอาเป็นว่าขอแนะนำเคล็ดลับในการตั้งเต้นท์เลยแล้วกัน

หากเราต้องเข้าไปเที่ยวในป่า การตั้งแค้มป์ดูจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคงไม่มีใครมาสร้างบ้านพักให้เรากลางป่ากลางเขา แต่จะเลือกพักตรงไหนเป็นเรื่องที่สำคัญก หากเราเลือกไม่ดีไม่เหลมาะสมก็อาจทำให้การพักผ่อนไม่สบายเท่าที่ควร หรืออาจจะเกิดอันตรายได้

ดังนั้นเราจึงควรพิจารณาสถานที่ตั้งแค้มป์ให้ดี โดยอาจจะมีหลักง่าย ๆ ดังนี้
1. กำหนดสถานที่ที่จะไปล่วงหน้า พร้อมศึกษาข้อมูลของสถานที่นั้น ๆ อย่างละเอียด
2. ควรมีการตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง สภาพดินฟ้าอากาศ เพื่อที่จะได้เตรียมตัวได้ถูกต้อง
3. ควรฝึกกางเต็นท์ให้คล่องเสียก่อนเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการตั้งแค้มป์
4. สอบถามข้อมูลของสาถนทที่ที่จะตั้งแคมป์จากเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นว่าปลอดภัยดีหรือไม่ 5. ต้องมีการแบ่งงานกันเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการทำงานต่าง ๆ
6. ควารกางเต็นท์ก่อนพระอาทิตย์ตกดินอย่างน้อย 2 ชั่วโมง (ประมาณบ่าย 4 โมงเย็นก็ควรเริ่มหาทำเลที่ตั้งแค้มป์ได้แล้ว)
7. ควรสังเกตว่าบริเวณนั้นเป็น “ด่านสัตว์” หรือไม่โดยสังเกตจากจะมีรอยเท้าสัตว์เหยียบย่ำไปมาในบริเวณนั้น หากพบว่าเป็นด่านสัตว์ควรหลีกเลี่ยงให้ไกลเพราะอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ได้

การกางเต็นท์ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ เราจะหลับสบายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกพื้นที่กางเต็นท์ของเรา ซึ่งควรพิจารณาในเรื่องต่อไปนี้ก่อนเลือกทำเลกางเต็นท์
1. คำนวณความลาดชันของพื้น หากต้องนอนในที่ลาดชันมาก ก็อาจจะทำให้เราปวดหลังได้ แต่ถ้าหากเหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็ควรนอนให้หัวอยู่สูงกว่าเท้า กันเลือดตกหัว
2. ตรวจสอบสภาพพื้นดินก่อนกางเต็นท์ พื้นของเต็นท์เป็นเพียงผ้า หากเรานอนในที่ทพื้นไม่เรียบขรุขระ หรือแข็งเกินไปก็อาจทำให้การนอนไม่มีความสุข แต่ถ้าหากเป็นพื้นที่เรียบโดยเฉพาะบนพื้นหญ้าก็จะนุ่มหลับได้อย่างสบาย และหากเรามีแผ่นรองนอนก็จะช่วยได้มากยิ่งขี้น
3. ตรวจสอบสภาพด้านบนของจุดกางเต็นท์ ไม่ควรกางใต้ต้นไม้ หรือใต้ผาชัน เพราะอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขณะหลับเพลิน ๆ ได้ เช่น กิ่งไม้หล่นใส่ หรือดินจากผ่าถล่มลงมาได้
4. กางเต็นท์ให้พ้นจากพวกแมลง ก่อนเรากางเต็ฯท์ควรตรวจสอบให้ดีว่าไม่ได้กางทับรังมดแดง หรือบริเวณที่มียุงชุกชุม
5. ตรวจสอบทิศทางน้ำ หากเราไปตั้งแค้มป์หน้าฝน เราควรดูว่าจุดที่เรานอนไม่ได้เป็นทางน้ำไหลผ่านหรือเราอาจจะมีวิธีป้องกันโดยการขุดร่องรอบ ๆ เต็นท์
6. ตรวจสอบผู้คนที่ตั้งแค้มป์อยู่รอบ ๆ สำหรับจุดพักแรมตามสถานที่ที่คนมาก ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกแค้มป์คาร์ที่จอดรถแล้วถึง บริเวณเหล่านี้จะมีคนมาก ควสรหลีกเลี่ยงทำเลที่อยู่ใกล้กับกลุ่มคนมาก ๆ หรือ พวกที่ชอบกินเหล้า เพราะคนเหล่านี้มักจะส่งเสียงดัง อาจจะทำให้เรานอนไม่หลับ ซึ่งการพักแรมเราไม่ควรส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นหลัง 22.00 น.