แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผจญภัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผจญภัย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพกับทริปนครนายก

ทริป 1 วันกับนครนายก

ทริปแรกของการกลับมาของแกงค์ตะลอนเที่ยว เริ่มต้นนัดกันตั้งแต่ต้นเดือน สรุปได้ในวันที่ 23 สิงหาคม 2552 (แต่ละคน busy มาก ๆ แบบว่าระดับผู้บริหาร ถ้าขาดงานแล้วจะธุรกิจจะขาดทุนกว่าร้อยล้าน....ฮึ..ฮึ)

งานนี้คนจัดโปรแกรม ก็เป็นหน้าที่หัวหน้าแกงค์ (ยัย..ต) รับหน้าที่ในการ set program ซึ่งเบื้องหลังเจ้แกก็ทำการเปิดเนตแล้วหาข้อมูลเพียง 15 นาที แล้วส่งโปรแกรมเสนอไปยังลูกทีม.... คำตอบที่รอคอยหายไปกว่า 1 อาทิตย์ จากโปรแกรม 2 วัน 1 คืน ลดเป็น 1 วัน จากโปรแกรมล่องแก่ง Avenger สุด ๆ ก็เริ่มไม่มั่นคงเสียแล้ว ....แต่คำตอบจากหัวหน้าแกงค์ "ไม่ต้องห่วงพี่เซตไว้แล้ว ไปได้เลย เป็นวันเดียวกลับ"  ลูกแกงค์ได้ฟังดังนั้นก็สบายใจ...(ละมั่ง)

เวลานัดเริ่มต้นที่ 8.30 น. ที่รังสิต ข่าวล่ามาว่า เจ้า..ม. จากตากจะมาด้วย นัดกัน 8.00 น. (เจ้านี้ นัดยาก นัดเย็น แบบว่า ...นัดแล้วใยไม่มา นัดแล้วลืมสัญญา ประมาณนั้น... สุดท้ายก็เฟค...จนได้ พี่แกไม่มาอีกแล้ว ... พอคุยกัน ก็แบบว่า... ขอบอกผ่านตัวอักษรนี้ฝากสายเนตไปว่า "เพื่อน ๆ ให้อภัยแล้ว ส่งข่าวด่วน....

การเดินทางเริ่มจากรังสิต เส้นทางนครนายก วิ่งตรงไปเรื่อย เข้าเขตอ.เมือง และเส้นทางสาย 3049 ไปยังน้ำตกนางรอง และเขื่อนท่าด่าน ทริปนี้เรามีผู้ชายแค่ 2 คน จึงขอใช้คำว่า "ผู้ชายมีน้อย ต้องใช้สอยให้ประหยัด และมีประโยชน์" กล่าวคำนี้ แล้วก็ใช้มันทั้งสองขนของ และขับรถ ตามคอนเซ็ป...อิอิ (ใครจะกล้าหือ...แกงค์นี้ผู้หญิงเป็นใหญ่)

ในรถ หัวหน้าแกงค์ก็ส่งกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีในนครนายก ให้ลูกทีมเลือก สรุปว่ากิจกรรมที่อยากทำแบ่งเป็นหลายกลุ่มกัน เช่น โรยตัว จิ้งจอกเหินเวหา บีบีกัน เที่ยวน้ำตก ลงเรือเที่ยวเขื่อน ซึ่งระหว่างทางก็มีกิจกรรมล่องแพ โรยตัว ATV อยู่ระหว่างทางหลายเจ้าด้วยกัน แล้วแต่จะเลือก ซึ่งระหว่างขับรถผ่านไป ลูกทีม A เอย...ขึ้นมาว่า จิ้งจกเหินเวหา แบบว่า อ่านผิดจากคำว่า จิ้งจอกเป็นจิ้งจก.... (อาการ ฮาแตกจึงบังเกิดขึ้นบนรถ....อิ อิ เอา ฮา............)  สำหรับกิจกรรมเมื่อได้สอบถามพบว่าบางกิจกรรมไปน้อยก็เล่นได้ บางกิจกรรมก็กำหนดขั้นต่ำ เช่น โรยตัวหน้าผาจริง เน้นว่า ต้องไปตั้งแต่ 8 คนขึ้นไป ราคาก็เท่ากันทุกเจ้า เลือกเอาเองนะจ๊ะ... (แบบว่า...การท่องเที่ยวทำงาน ควบคุมราคาได้ดีมาก...)

ระหว่างทางเห็นแวะไปไหว้พระพิฆเนศองค์ใหญ่ที่สุดในนครนายก งานนี้คนเยอะมาก เพราะว่ามีพิธีบูชาพระพิฆเนสร่วม 9 องค์ มีพราหมมาทำพิธีด้วย เตรียมการขากล้อง กล้องถ่ายรูป เอาลงไป แต่ปรากฏว่า ลืมเอาถ่านไป ถามลูกแกงค์...เจ้า ก. ปรากฏว่า เอาถ่านมาแค่ 2 ก้อน กรรม...ละซิครับ กล้องนี้ใช้ถ่าน 4 ก้อน เวร....ไปกันมากี่เที่ยวแล้วหือ... งานนี้โชคช่วย... ลูกแกงค์อดีต เนวิกเกเตอร์ จ. เอากล้องพกติดตัวมา เลยได้ถ่ายเก็บบรรยากาศ อิอิ...รอดไป เดียวค่อยไปแวะซื้อถ่านใหม่...

ในงานพิธี... มีพระพิฆเนศ องค์ใหญ่เป็นพระประธาน ท่านมีหนู เป็นข้ารับใช้ เวลาเราไปไหว้ ก็ทำการจุดธูป เทียน ไหว้และอธิฐาน และเดินวนองค์ท่านอีก 3 รอบ และลงไปบอกเล่าคำอธิฐานให้กับรูปปั้นหนูที่เป็นข้ารับใช้ของท่าน เพื่อให้เจ้าหนูตัวนี้นำคำอธิฐานไปเตือนท่านเพื่อให้คำอธิฐานของเราเป็นจริง ทั้งนี้ วิธีการบอกกับเจ้าหนูคือ ... ไปกระซิบที่หนูข้างหนึ่ง อีกข้างให้เอามือปิดไว้... งานนี้พวกเราก็ทยอยกันทำ แต่คุณรู้ไหมว่า การที่รูปปั้นหนูซึ่งเป็นเหล็กสำริดตั้งอยู่อย่างนั้นตรงจุดเดียว และมีแสงแดดส่อง เวลาเรากระซิบ และเอามืออีกข้างไปป้องปิดหูหนูไว้ มันร้อนแค่ไหน ตอบได้เลยว่า ร้อนโค..ร..ต... มือพองแดงกันเป็นแถว ๆ แต่จำต้องทน เพื่อพรอันศักดิ์สิทธิ์ กลัวไม่ได้พร มือประกบป้องหูหนูไปเต็ม ๆ ร้อนก็ทน คำอธิฐานก็ยาว โอ๋...มายก็อต (ต้องจดจำกันไปอีกนานเลยแหละ....ความร้อนนี้...)

จากนั้นก็ขับรถไปเที่ยวเขื่อนท่าด่าน หรือชื่อเต็มว่า เขื่อนขุนด่านปราการชล ชื่อเล่นว่า เขื่อนคลองท่าด่าน ซึ่งเป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดที่ยาวที่สุดในโลก สร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตัวเขื่อนมีความยาวรวม 2,720 เมตร สูง 93 เมตร ทำหน้าที่รับน้ำที่ไหลมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ผ่านน้ำตกเหวนรกลงสู่อ่างเก็บน้ำ มีบริการให้นั่งรถรางไปตามสันเขื่อน ราคาต่อท่าน 20 บาท และมีไกด์สาวสวยคอยเล่าประวัดิของเขื่อนให้ฟังในขณะที่นั่งรถรางไปตามสันเขื่อน การเล่าก็ดำเนินไปตามปกติ จนมีเสียงถามขึ้นมาว่า น้ำไหลจากน้ำตกเหวนคร แล้วช้างที่ตกไปลอยมาติดเขื่อนตรงนี้หรือเปล่า...คำตอบจากไกด์ก็บอกใช่ค่ะ แสดงว่า...อืม แสดงว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นก็มารอเก็บพวกเราตรงนี้....อ้าวยัยป้า พูดเสียเสียงดัง (วงแตกอ่ะงานนี้ อิอิ...ยัยหัวหน้าแกงค์...)


หลังจากนั้น ก็ไปแวะซื้อข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง ร้านแรกตรงสามแยก ที่ขับออกมาจากเขื่อนแล้วเลี้ยวไปทางน้ำตกนางรอง (แอบกระซิบนิดว่าไม่อร่อย แนะนำว่าอย่าซื้อเลย....) แต่ร้านขายของข้าง ๆ คุณตากับคุณยายมีสวนลองกองหวานอร่อยมาก 3 กิโล 100 บาท ลูกใหญ่ แพงนิด แต่ถือว่าเพื่อคุณตา คุณยายน่ารักดี   เมื่อได้สเบียงแล้วขับตรงไปยังน้ำตกนางรอง เห็นห้าง 108 แวะทันที่หาซื้อถ่าน ปรากฏหมดอีก โอ้มาย...ก็อด... งานนี้ขัดใจเจ้ เจ้ไม่ยอม....   

ถึงน้ำตกนางรองเสียค่าเข้า 100 บาท ค่ารถ 40 บาท คนอีกคนละ 10 บาท ในน้ำตกนางรองก็มีร้านค้ามากมาย ทั้งขนม อาหาร และเสื้อผ้า ให้เลือกซื้อกัน เดินไปแค่เพียงนิดเดียว เน้น....นิดเดียวจริง ๆ น้ำตกมีกระหยอมเดียว แต่คนเต็ม คนเยอะมาก (มาทำไมกันเนี่ย ไม่เข้าใจ...) แต่เราก็ไม่ยอมแพ้ ยังสามารถหาที่ปูเสื่อและนั่งกินกันได้ กินไปเมาส์กันไปอย่างสนุกสนาน.... รวมปรึกษาหารือกันว่าตกลงจะไปทำกิจกรรมอะไรกันต่อดี ฝนก็ทำท่าเหมือนจะตก...คิดซิ คิด.... จะนอนก็คงไม่ดี คนก็เยอะ ไม่น่าเวิรค์.. ปรึกษากันไปก็สรุปเหมือนเดิม คือ ขับรถไปวน ๆ ดูก่อนแล้วกัน อ้าว..แล้วปรึกษากันทำไหมวะเนี่ย... (แกงค์นี้มันไม่คิดไง...) หลังจากอิ่มหน่ำแล้ว ก็ออกมาตะเวนหากิจกรรมเล่นกัน

แต่จริง ๆ แล้ว ขอกระซิบบอกหน่อยมีอยู่ 2 คน มันรวมหัวกัน คิดว่าจะให้ไปล่องเรือที่เขื่อน แต่ไม่พูด คือ (หัวหน้าแกงค์ และเจ้า ก.) แอบกระซิบกระซาบกัน และรวมหัวกันตกลงไปแล้ว โดยที่คนอื่น ในแกงค์มิได้รับรู้...อิอิ ตัววางแผนทำงานแล้ว... ปล่อยให้ลูก ๆ แกงค์ กับคนขับ นาย ต. ขับไปขับมาหากิจกรรม ถามราคา และสรุปกันไม่ได้ จนถึงเวลา ฮิโร่ ต้องออกโรง ฟันธงเสียแล้ว อิอิ... หัวหน้าแกงค์ขอตัดสินเลยนะ... ไปเขื่อนล่องเรือแหละ ... (อิ ... อิ... เข้าแผน แอบมองหน้ากัน กับ เจ้า ก. แล้วยิ้ม)

พอไปถึง ก็สอบถามราคาเรือ 200 บาทต่อหัว เป็นเรือหางยาวมีหลังคา ได้ไปดูน้ำตก 3 ที่ คือ น้ำตกแสงน้อย น้ำตกโคกครม น้ำตกช่องลม และสามารถเล่นน้ำได้ด้วย "เอาเลย...เปลี่ยนชุด เล่นน้ำตก นั่งเรือ ชมธรรมชาติ ชิว...ชิว...." หยุดก่อน ใครบอกคุณว่า โปรแกรมล่องเรือ ชมธรรมชาติในเขื่อนขุนด่านปราการชล ชิว...ชิว...ถ้าใครคิดแบบนั้น จะต้องเปลี่ยนความคิดทันที ที่คุณได้เห็นภาพและเรื่องราวที่จะเล่าต่อไปในตอน 2.............ติดตามตอนหน้านะจ๊ะ ใครไม่รออ่านต่อ งอนนะค่ะ

ปล. รูปที่ถ่าย รอภาพประกอบจาก เนวิกเกเตอร์ จ. ก่อนนะ

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วันผจญภัยเล็ก ๆ ของฉัน

วันผจญภัยเล็ก ๆ ของฉัน

เริ่มต้นคืนก่อนเกิดเหตุ.....

เสียงโทรศัพท์มือถือของฉันดังขึ้น (กริ๊ง งงงงง....งงง)
"ค่ะ ตู๋ค่ะ... ได้ค่ะ  ได้ค่ะ..." สิ้นเสียงตอบรับของฉัน สายลมแห่งโชคชะตาก็เริ่มพัดพา.... คืนนั้น เปิดเน็ต ถามคนรู้จักถึงเส้นทางการเดินทาง... สวนผัก ซอย 4 ตลิ่งชัน อยู่ไหนว้า.... เอาก็เอา ลองไปดู งานนี้ เอากล้องไปด้วยดีกว่า เผื่อไว้จะมีอะไรดี ๆ บรรยากาศดี ๆ .... คืนนั้น นอนหลับฝันดี.....

เช้า วันเกิดเหตุ..............
ตื่นเช้ามา ทำกิจวัตรประจำวัน เหมือนเคย ๆ ไปส่งพ่อแล้ว ก็เริ่มต้นเดินทาง ขับรถผ่าน มหาลัยเกษตรศาสตร์ ไปแคราย วันนี้วันศุกร์รถติดนิดหน่อย ไม่เป็นไร ไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ อากาศไม่ร้อน ผ่านแยกแคราย เห็นป้ายไป สะพานพระราม 5 และพิบูลย์สงคราม ... เห็นแล้วก็คิดไปเรื่อย...ว่า พิบูลย์สงคราม อยู่ไหนว้า........... สงสัยอดีตเคยมีสงคราม อิอิ .... (เกี่ยวกันไหมเนี่ย... นั่งคิดไป รอรถติด)

ผ่านสะพานพระรามห้า .... มีแยกมาก มาย เริ่มจะงง..... ออ... เขาบอกให้เลี้ยวเข้า ถ.ราชพฤกษ์ ทางซ้ายมือ ถึงแล้วเลี้ยว ขับตรงไปเรื่อย ๆ จะเห็นแยกไปทาง ถ.พระบรมราชนนี เลี้ยวขวา โอ้ย...งงแล้วอ่ะ ไม่เห็นป้ายบอกทางเลย.... จอดรถตามคนแถวนี้ดีกว่า....
"พี่ค่ะ....ซอยสวนผักอยู่ไหนค่ะ ไปยังไง ...."
พี่ชายแถวนั้นบอกว่าให้กลับรถมันอยู่ตรงข้าม หันไปดู ซอยตรงข้ามไหนว่ะ "เออ....พี่ตรงไหนอ่ะ..." ตรงข้ามไง กลับรถก่อนแล้วเลี้ยวซ้าย เข้าซอยสวนผัก...

เราก็ตรงไปกลับรถ แล้วก็ขับตรงไป หาซอยที่เลี้ยวซ้าย ไม่เห็นมี กรรม เลยแล้วหรือเปล่าเนี่ย  ก็เลยจอดรถถาม พี่คนสวยที่ขายมะพร้าว.... "พี่ค่ะ พี่ ซอยสวนผักไปยังไงค่ะ...." เลยมาแล้วจ้า... น้อง เลยแล้ว มันอยู่ใต้สะพานนั้นไง... เอายังงี้ น้องวิ่งตรงไป ออกทางซ้ายมือ เลนนอก แล้ววนซ้ายนะ เข้าไปแล้วถามทางไปเรื่อย ๆ แล้วกัน... "ขอบคุณค่ะ.." กล่าวแล้วก็รีบไปกลัวพี่เขาให้ซื้อของ (อิอิ ....คิดไปได้)

ขับออกซ้าย เลนนอก เห็นซอยเลี้ยวซ้าย แต่ไม่เข้า ก็ยังเลยไป ออกไปถนนใหญ่ กรรม งง... จอดรถ ถามอีกที.... "พี่ค่ะ....ซอยสวนผักไปทางไหนค่ะ" โอ้ย ...เลยมาเยอะเลยหนู เอายังนี้ หนูตรงไปนะ แล้วเลี้ยงเข้าซอยวัดบางไกรใน ขับไปตามทางเรื่อย ๆ เลยวัดไป....แล้วมันจะไปทะลุซอยสวนผักเอง...  ซอยเล็ก ๆ นะ ระวังเลย... ลุงใจดีเตือนย้ำอีกครั้ง "ค่ะ... ขอบคุณค่ะ" กล่าวแล้วก็รีบไป...

ขับรถข้ามสะพาน เห็นป้ายชื่อวัด รีบเลี้ยวซ้ายไปทันที ขับตรงไปตามทาง โอ้ย...เปลี่ยว ๆ น่ากลัวจัง ดีนะที่เป็นช่วงเช้า... ตรงไป ตรง ไป จนสุดท้าย เป็นทางเข้าวัด อ้าว....งง ซะงั้น เออ.... (ทำใจดีสู้เสือ... นึกว่ามาเที่ยววัดแล้วกันอ่ะ... ในใจน้ำตาตกเล็ก ๆ .......... ก็วัดมันเงียบเหลือเกิน.) พอดีมีรถมา ใจเงี้ย ดีใจเลยแหละ กลัวด้วย "พี่ค่ะ จอดหน่อย ซอยสวนผักไปทางไหนค่ะ" (คำถามเดิม แต่กับคนใหม่... คนฟังคงไม่เบื่อนะ...)

น้อง... ขับรถออกไปทางหลังวัดนะ ไปตามทางถึงสามแยกเลี้ยวซ้าย แยกที่สองเลี้ยวขวา "ขอบคุณค่ะ" ถามแล้วก็ขับรถไปอย่างเร็ว ทำไมไม่ถึงแยกแรกเสียที หรืออันนี้เรียกว่าแยกหรือเปล่า หรือว่าซอยว้า.... ขับไปไกลจัง วกวนด้วย (แง..... หลงอีกแล้วหรือเรา....) นั้น...เห็นสามแยกแล้ว ... มีวินมอเตอร์ไซด์จอดอยู่  เราต้องไม่พลาด ต้องจอดถาม "พี่ ค่ะ ซอยสวนผักไปทางไหนค่ะ..." เลี้ยวซ้ายเลย ตรงไปแยกแรก เลี้ยวขวา แล้วก็เข้าซอยสวนผักแล้ว.." ขอบคุณค่ะ เสียงดังฟังชัด กำลังใจมาลิ่ว ๆ เย้...

ขับมาตามที่พี่มอเตอร์ไซด์รับจ้างใจดีบอก.. เห็นป้ายซอยสวนผัก 20 เย้... ถึงแล้วจริง ๆ เราต้องไปซอยสวนผัก 4 ขับไปเรื่อย ๆ เห็นป้ายซอยสวนผัก 4 แล้ว เลี้ยวเข้าไปจนสุดซอย ถึงแล้ว .... เย้....

บ้านคุณอา และคุณน้าที่เรามาจัดบ้าน จัดสวนน่ารักมาก เราเลยขออนุญาติถ่ายรูปมาให้ดูนิดหนึ่ง แต่ว่า อากาศมันไม่ค่อยดี รูปออกมาได้แค่เนี่ยแหละ (ความจริง...มีปัญญาถ่ายได้แค่นี่ คนไร้ฝีมือ...)

 

หลังจากนั้นเดินทางกลับ แวะไปซื้ออาหารได้ พ่อหน่อย อ้าว... โทรศัพท์หายอ่ะ โทรศัพท์หายไปไหนเนี่ย กรรม ... (อยากร้องไห้...) กลับบ้าน... ด่วน... ป๋า โทรศัพท์หายอ่ะ... เอามือถือป๋าโทรเข้าให้หน่อยซิ... โทรไปหลายครั้งก็ไม่มีคนรับ เราตัดสินใจขับรถกลับไปตามทางไปดู ระหว่างขับกลับไปก็โทรศัพท์เข้ามือถือตลอดเวลา... ไม่มีคนรับ แต่โทรศัพท์ยังไม่ปิด คิดในแง่ดี อาจยังไม่มีคนเก็บไป ยังไม่มีคนเห็น....

ขับไปดูทุกที่ที่แวะ ที่ลงไปจากรถ... จนถึงที่สุดท้าย ถามคนแถวนั้น มีป้าคนรับซ่อมผ้า บอกว่า ... เห็นคนขับมอเตอร์ไซด์คนหนึ่ง มาจอดเก็บอะไรแถวนี่แหละ และเห็นตอนมีอะไรไม่รู้หล่นจากรถเราด้วย แต่ป้าแก่ไม่สนใจ.... จริงหรือค่ะ ป้า แล้วมอเตอร์ไซด์ไปทางไหนค่ะ จำทำเบียนได้ไหม.......

จำไม่ได้ แต่เป็นพวกมอเตอร์ไซด์รับจ้างนะ ... ลองไปดูที่วินซิ... เราก็ไหว้ขอบคุณป้า และทุกคนแถวนั้น แล้วลาไปที่วินมอเตอร์ไซด์ทันที...

เมื่อถึงที่วินมอเตอร์ไซด์ ... ก็ลงไปสอบถามวันนี้มีใครเก็บโทรศัพท์ได้หรือเปล่าค่ะ.... คำตอบคือ ไม่มีนะ ... ก็อ้อน ๆ พี่ช่วยถาม ๆ ให้หน่อยได้ไหมค่ะ จำเป็นจริง ๆ มีเบอร์คนสำคัญจริง ๆ... พูดคุยให้เบอร์ติดต่อไว้ แล้วขึ้นรถขับออกไป พยายามโทรเข้ามือถืออีกครั้ง โทรไปเรื่อย ๆ โทรไปจนกระทั่ง....... มีเสียงรับสาย เป็นเสียงผู้ชาย....

พี่ค่ะ พี่เก็บมือถือได้ใช่ไหมค่ะ ของหนูเองพี่ .... พี่อยู่แถวไหนค่ะ เดี๋ยวหนูรบกวนไปเอาค่ะ...
พี่อยู่แถว..... นัดพบที่ห้างนี้แล้วกัน... "ได้ค่ะ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ"
รับคำแล้ว ก็รีบขับรถไปตามนัดทันที และรีบโทรบอกที่บ้าน..จะได้ไม่เป็นห่วง...

ป๋า...ก็เป็นห่วงบอกว่าถึงแล้วให้โทรบอกด้วย ... แล้วป๋าจะโทรเข้าเรื่อย ๆ

ขับรถไปตามที่นัด ถึงที่นัดแล้วโทรเข้าหาเข้าอีกครั้งที่มือถือเรา.... เสียงรับสาย "พี่ค่ะ หนูถึงแล้วค่ะ พบกันตรงไหนดี..." พี่ยังไม่เสร็จธุระ น้องไปรอตรงฟู๊ตคอสต์ก่อนนะ "ได้ค่ะ พี่หนูใส่เสื้อสี....นะค่ะ"  ระหว่างรอ..ก็ใจเย็นลง เดินเล่นดูของ พอดีมีงานหนังสือมาเปิด เลยไปเดินดู ปรากฏว่ามีหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง ที่เราอยากได้พอดี..."ว้าว...วันนี้โชดดีจัง."(ในความโชคร้าย...ยอมมีโชคดีแอบซ้อนอยู่...ถ้าคุณมองเห็นมัน...) หลังจากซื้อหนังสือมาแล้ว เดินไปเจอะร้านขายกาแฟ เลยสั่งมากินซักหน่อย อืมร้านนี้อร่อยดี ชงใช่ได้ โอเคเลย...

เสียงโทรศัพท์เข้ามา... "ผมมาถึงแล้ว คุณอยู่ไหน..." พี่อยู่ตรงไหนค่ะ หนูกำลังเดินไปที่ร้าน หนูอยู่ตรงที่แลกคูปองนะค่ะ เมื่อไปถึง โทรไปอีกครั้ง... "พี่อยู่ตรงไหน หนูอยู่ตรงที่แลกคูปองแล้ว หน้าร้าน..."

"ออ... ไม่ใช่ ไม่ใช่ที่ฟู๊ตคอสด์นั้น น้องเดินมาทางซ้าย เดินทะลุมาอีกฟู๊ตคอสด์หนึ่ง... ตรงหน้าร้านนายอินทร์ไง..."

"ค่ะ...ค่ะ พี่ใช่คนที่ใส่เสื้อสี.... หรือเปล่าค่ะ หนูเห็นพี่แล้ว" โอเค วางโทรศัพท์ ยกมือไหว้ รับมือถือกลับมา กล่าวคำว่า "ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ขอบคุณพี่มาก ๆ"  สอบถามเรื่องราวกันแล้ว ก็ลากลับ กล่าวคำ ขอบคุณอีกครั้ง

เป็นไงบ้างค่ะ เรื่องราวผจญภัยเล็ก ๆ ในหนึ่งวันของฉัน สนุกไหม ได้ข้อคิดอะไรบ้างไหมค่ะ จากเรื่องนี้....

หากเรื่องนี้ ใครอ่านแล้วได้ข้อคิด และเป็นประโยชน์ต่อท่าน ขอให้ผลบุญนี้ จงบังเกิดแก่ท่านทั้งหลายนะค่ะ

ขอบคุณค่ะ