แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อจรัญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อจรัญ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เข้าวัดแบบไร้สติก็จนได้

วัด... คือ ที่พักพิง ยามเราอ่อนแอ มีปัญหาที่รบกวนจิตใจ หรือต้องการมาหากำลังใจ มาสร้างกำลังใจ ไม่ว่าเราจะจน เราจะเจ็บ เราจะเหงา บางครั้งการมาวัดก็ทำให้จิตใจสงบ และมีกำลังใจ ลดอาการเจ็บป่วยทางใจต่าง ๆ ของเราได้...

แต่รู้ไหมค่ะว่า .... ประสบการณ์หนึ่งที่เราอยากจะแชร์ให้เพื่อน ๆ ฟัง คือ เรื่องของการเข้าวัดที่มีค่านิยม หรือจะเรียกว่าทำต่อกันมา คือ การเข้าวัดทำบุญ หยอดเงินในตู้ต่าง ๆ ของวัด เพื่อทำบุญ ทำทาน สร้างกุศล ไม่ว่าจะเป็น ตู้เพื่อไฟฟ้า ตู้เพื่อบูรณะวัด ตู้เพื่อค่าน้ำ ตู้เพื่อค่าดอกไม้ ธูปเทียน ค่าเทียนต่อชะตา ค่าเทียนลอยน้ำ ค่าใบเสียมซี่ ตู้ค่าหลวงพ่อต่าง ๆ ... ซึ่งเต็มวัดไปหมด และด้วยนิสัยที่เราได้รับการปลูกฝังมาจากพ่อแม่ คือ เข้าวัดต้องเอาเงินไปหยดตู้ทำบุญ และเราในตอนเด็ก ๆ ก็รู้สึกสนุกกับการหยอดตู้มาก ๆ เลยค่ะ....

ในเดือนธันวาคมนี้ พอดีเราได้งานเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องวัดมา ทำให้ในเดือนนี้เราต้องเข้าวัดเกือบจะ 20 วัดแล้ว... และเราก็เข้าไปไหว้พระ ทำบุญ หยอดตู้ตามปกติ ไม่ได้คิดอะไร แต่ด้วยนิสัยที่มีการจดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาตลอดทำให้เราเห็นถึงยอดเงินที่เราทำบุญไปกับงานนี้ มากกว่าค่าจ้างในงานเสียอีก เราเองก็ตกใจ เพราะว่า เราก็หยอดทำบุญ และจ่ายแค่หลัก 20 บาท ที่แค่สังฆทานที่ หลัก 100 บาทขึ้น ไม่น่าเชื่อเลยค่ะว่า เป็นยอดเงินที่สูงที่เดียว

วันนี้ เราเลยทำการทดลอง เตรียมเศษเหรียญจำนวน 40 เหรียญ และตั้งใจว่าจะหยอดทุกตู้ในวัดที่ไป ตู้ละ 1 เหรียญ โดยไม่คิดอะไร ปรากฏว่า เราหยอดเงินไปจนหมด ยังเหลืออีกหลายตู้ในวัดนี้ที่เรายังไม่ได้หยอดเลยค่ะ ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่า ในวัดมีกิจกรรมมากมาย ที่ทำให้คนมาทำบุญต้องหยอดตู้ทำบุญบริจาค ถึงว่า มีโต๊ะให้แลกเงิน เป็นแบงค์ 20 และไม่มีให้แลกเหรียญด้วยค่ะ และส่วนมากขั้นต่ำของการทำบุญแต่ละกิจกรรม ก็คือ 20 บาท น้อยมากที่จะให้บริจาคตามกำลังทรัพย์ ....

ทำให้วันนี้เราได้เรียนรู้ว่า การเข้าวัดแบบไม่มีสติ ก็ทำให้คนเข้าวัดแบบเราจนได้นะ การทำบุญทำทาน ก็ต้องมีสติ ทำบุญแต่พอดี ตามกำลังทรัพย์ ที่เรามี ... แต่บ้างครั้ง ทิฐิความมีอัตตาตัวตน ก็ทำให้เราต้องทำบุญเยอะ เช่น คนจะใส่ซอง ถ้าตำแหน่งฐานะแบบนี้ควรใส่ 1000 บาท ทั้งที่ความจริงแล้ว ถึงเขาจะมีตำแหน่งสูง แต่ค่าใช้จ่ายอาจสูงด้วย แต่ก็จำเป็นต้องรักษาหน้า ด้วยการใส่ให้เยอะกว่าลูกน้อง...

มันเป็นเหมือน...ค่านิยม อะไรที่ผิด ๆ ของคนไทยเรา ศาสนาพุทธดั้งเดิม ไม่มีการใช้เงินซื้อบุญ การกระทำทางกาย วาจา ใจ เป็นการทำบุญแล้ว ดั่งคำสอนของ พระอาจารย์ หลวงพ่อจรัญ ได้กล่าวไว้ว่า...

ไม่จำเป็นต้องเอาสตางค์ ไปทำบุญเลย

วันนี้ท่องสวดมนต์ไหว้พระได้ นั้นแหละ 
ท่านจะตื้นตัน ท่านจะปิดติ 
ท่านจะยินดี นั้นแหละเป็นบุญ

หลวงพ่อจรัญ 

google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

คำกล่าวนี้ คำสอนนี้ ฉันเองก็คุ้นตา ผ่านตามา แต่ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งจนกระทั่งได้ รู้เอง ดังคำพระสอนที่ท่านว่า ธรรมะ ต้องกระทำ ทำเอง ได้เอง รู้เอง นั้นแหละ จะเข้าใจได้ด้วยตัวของตัวเอง ....



สาธุ เราขอให้เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ท่านจะได้ข้อคิด จุดประการความคิดเล็ก ๆ จากมัน และเข้าใจมันเช่นเรา ... ธรรมะสวัสดีค่ะ


วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วิธีใช้หนี้พ่อแม่

จากหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน
วิธีใช้หนี้พ่อแม่ ฉบับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน

1. จงสร้างความดีให้กับตัวเอง และนี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเอง ตัวเราพ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก

2. ใครที่คุณแม่ล่วงลับไปแล้ว ก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐาน แล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำเช่นนี้ถือว่าได้บุญมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ

3. ผู้ใดก็ตาม ที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่ ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุข ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรม ล้างเท้าให้ท่านด้วย เป็นการขอขมาลาโทษฯ

4. ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลาน อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย แล้วมาเจริญกรรมฐาน รับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ ฯ

5. บางคนลืมพ่อลืมแม่ อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี ขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่ อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่ ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไร ก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯ

ท่านยกตัวอย่าง (เรื่องจริงนะ)

ตัวอย่างที่ 1 บ้านหนึ่งพ่อมีเมีย ๔ คน เมียหลวงบอกลูกว่าพ่อเจ้าไม่ดี ลูกก็ไปด่าพ่อว่าพ่อ แล้วมาบวชวัดนี้ บวชแล้วเดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ จนจะกลายเป็นโรคประสาท นี่แหละบวชก็ไม่ได้ผล หลวงพ่อก็ให้ไปถอนคำพูด และขอสมาลาโทษกับพ่อเขาก่อน แล้วกลับมานั่งกรรมฐานจึงได้ผล (กรณีนี้ หลวงพ่อจะเตือนผู้เป็นลูกบ่อยๆไม่ให้ว่าพ่อ) แต่ให้เป็นเรื่องของแม่ที่จะแก้ปัญหานี้ ซึ่งหลวงพ่อสอนไว้แล้ว

ตัวอย่างที่ 2 เมื่อเร็วๆนี้ลูกฆ่าพ่อตาย แม่สงสารพามาเจริญกรรมฐานพอเข้าวัดมันร้อนไปหมด ปวดหัวเข้าไม่ได้นี่เวรกรรมตามสนอง ปิตุฆาต มาตุฆาต ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ทำกรรมฐานไม่ได้แน่นอน ต้องหันรถกลับ นี่เรื่องจริงในวัดนี้ ฯ

6. คนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้…….. คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร? ถ้าไม่ขออโหสิกรรม ฯขออโหสิกรรม ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆน้องๆ จะไม่เอาอีกแล้ว เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกมะลิโรย กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส อันว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพี่คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้า ฯ

นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือ ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว (ให้ชีวิต ให้…ให้… ให้….ฯลฯ ) เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้น ฯ

หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่ เหลือจะนับประมาณ
นั่นคือหนี้บุญคุณของบิดา มารดา

ตัวอย่างที่ 3 "หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง" เด็กประถม ๔ พ่อเมาเหล้า เมากัญชาเล่นการพนัน แม่เล่นหวย ปัจจุบันเป็นดอกเตอร์อยู่อเมริกา หลวงพ่อสอนครั้งเดียวจำได้ บอกวันเกิด หนูซื้อขนม ๒ ห่อ เรียกพ่อแม่มานั่งคู่กัน แล้วกราบนะลูกนะ แล้วก็บอกพ่อแม่ว่า ความผิดอันใดที่ลูกพลั้งเผลอ ด้วยกาย วาจา ใจ ที่คิดไม่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่ ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้ แล้วล้างเท้าให้พ่อแม่ ลูกไม่มีสตางค์ ลูกซื้อขนมมา ๒ ห่อ ให้แม่ก่อน ๑ ห่อ เพราะอุ้มท้องมา แล้วจึงให้พ่ออีก ๑ ห่อ ลูกขอปฏิญาณตนว่า ลูกขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ แล้วจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง... พ่อฟังแล้วน้ำตาร่วงสร่างเมา ส่วนแม่ก็ร้องไห้เลย พ่อแม่ก็ให้สัญญากับลูกเลิกอบายมุขทั้งหมด

7. ลูกหลานโปรดจำไว้ เมื่อแยกครอบครัวไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่ ถึงวันว่างเมื่อไรต้องไปหาพ่อแม่ ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล

8. ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนาม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อจรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณี แต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี

9. ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลย ของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะ หนีได้แน่นอน โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา......... พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้างฯ

10. ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย คนเรามี ๒ ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนตร์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ ๗ วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว

---------------------------------------------------------------------
สว่างตา ด้วยแสงไฟ สว่างใจ ด้วยแสงธรรม
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

สรณะอื่น ไม่มี ชีวิตนี้เพื่อพระรัตนตรัย
ธรรมะสวัสดี