ลงทะเบียนกับ PayPal และรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้ทันที

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552

สุพรรณรำลึก ตอนตลาดเก้าห้อง

ครั้งนี้เป็นอีกหลาย ๆ ครั้งที่ได้เดินทางมาเยือนสุพรรณ จังหวัดที่นึกแล้วทำให้ต้องคิดถึงภาพยนต์เรื่อง "บุญชู" และเสียงหน่อ กับเสียงเพลง "ไปด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณเอ้ย..." สุพรรณบุรี นับว่าเป็นเมืองผ่าน ไปยังจังหวัดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุทัยธานี กาญจบุรี นครสวรรค์ เป็นต้น ไม่เคยเลยที่จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อมาเที่ยวสุพรรณ แต่มักได้มาแวะซื้อของขึ้นชื่อของเมืองสุพรรณอยู่เสมอ คือ "ขนมสาลี่" เมืองสุพรรณ

ที่ได้ขึ้นชื่อว่า หอม อร่อยมากที่สุด และบางครั้งก็มีโอกาสได้มาลิ้มรสอาหารเลืองชื่อ ก็คือ "ปลาม้า" ไม่ว่าจะทอด ทำต้มยำ ก็อร่อยเด็ด รสนุ่ม หวาน แม้คิดแล้วก็อยากกินอีกสักครั้ง
แต่เดี๋ยวก่อน วันนี้ไม่ได้มาพูดเรื่องอาหารหรือของกิน แต่จะมาเล่าเรื่อง "ตลาดเก้าห้อง" ให้ฟัง ตอนเรื่องที่ได้ยินชื่อนี้ คิดเลยว่า อ๋อต้องเป็นตลาดแบบว่ามี 9 แถว หรือ 9 ล็อก แน่ ๆ แต่คงไม่ใช่มีแค่ 9 ร้าน 9 ห้อง หรอกนะ เรามาทำความรู้จัก ตลาดเก้าห้อง ไปด้วยกันเลยนะ

ตลาดเก้าห้อง เป็นตลาดห้องแถวเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน อายุประมาณ 100 ปี สร้างประมาณต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันตั้งอยู่ ในเขตเทศบาลตำบล บางปลาม้า หมู่ที่ 2 ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

จากเอกสารที่มีผู้เขียนเกี่ยวกับประวัติตลาดเก้าห้อง และจากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุ คำว่า ”ตลาดเก้าห้อง” น่าจะนำมาจากชื่อของบ้านเก้าห้อง ซึ่งเป็นบ้านโบราณมีประวัติสืบทอดมายาวนาน

ทางเข้าตลาดเก้าห้อง มีที่จอดรถสะดวกสบาย มาถึง แนะนำให้อ่านป้ายอธิบายรายละเอียดของแหล่งท่องเที่ยวก่อนเลย

สิ่งที่ไม่ควรพลาดที่ "ตลาดเก้าห้อง" คือ

1. ยันต์ฮู้ ยันต์โบราณ ที่ติดไว้ตรงเพดานของตลาด มีภาพให้ดู แต่อยู่ตรงซอยไหน ลองหาดูเอง ไม่บอกดีกว่า
ตลาดเก้าห้องเล่ากันว่าสร้างขึ้นโดยชาวจีนคนหนึ่งชื่อ “นายฮง“ อพยพมาจากกรุงเทพฯ มาทำมา ค้าขายอยู่บริเวณละแวกบ้านเก้าห้อง กิจการค้ารุ่งเรืองดี ในราว พ.ศ. 2424 ได้แต่งงานกับ “นางแพ” ซึ่งเป็นหลานสาวของขุนกำแหงฤทธิ์แห่งบ้านเก้าห้อง และได้ประกอบอาชีพค้าขายที่แพซึ่งสร้างขึ้นไว้ 1 หลัง จอดอยู่ริมน้ำหน้าบ้านเก้าห้อง ซึ่งในสมัยก่อนเป็นย่านค้าขายที่มีเรือนแพขายของสองฝั่งแม่น้ำ นายฮง หรือที่ชาวบ้านมักนิยมเรียกว่า “เจ๊ก-รอด” ทำการค้าขายสินค้าทุกประเภทโดยเฉพาะเครื่องบวช เครื่องมืออุปกรณ์ทำนาและเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหลายจนร่ำรวยและรู้จักกันในนามต่อมาว่า “นายบุญรอด เหลียงพานิช”

2. หอดูโจร ในปี พ.ศ. 2467 โจรได้ปล้นแพของนายบุญรอด และได้ทำการประทุษร้ายนางแพจนถึงแก่กรรม หลังจากนั้นไม่นานนายบุญรอดได้สมรสกับนางส้มจีน นายบุญรอดเริ่มวางแผนผังและสร้างตลาดบริเวณฝั่งตรงข้าม บ้านเก้าห้อง โดยโยกย้ายแพทั้งหลายทั้งหลายขึ้นไปค้าขายบนบกคือในตลาด เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าขายทางน้ำในบริเวณนั้นและเปิดการค้าทางบกมากขึ้นและนำชื่อบ้านเก้าห้อง มาเป็นชื่อตลาด คือ “ตลาดเก้าห้อง” เนื่องจากในสมัยก่อน โจรชุกชุมมาก ชาวบ้านจึงสร้าง "หอดูโจร" ขึ้นมาเพื่อดูลาดราว

3. ศาลหลักเมือง บ้านเก้าห้อง เป็นหมู่บ้านเก้าห้อง เก่าแก่ในประว้ติศาสตร์ มีอายุประมาณ 150 ปี ชาวบ้านส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากเมืองเวียงจันทร์ เชียงขวาง อพยพมาตั้งแต่สมัย ร.3 ปัจจุบันเรียกตนเองว่า ไทยพวน มีภาษาพูดของตนเองเป็นภาษาลาวพวน ผู้คนบริเวณนี้ได้รับการกล่าวขานว่าขยันขันแข็งมากซึ่งหัวหน้าของชาวลาวพวนคนหนึ่งได้รับการแต่งตั้งบรรนาศักดิ์เป็น "ขุนกำแหงลือชีย" ทำหน้าที่เป็นนายกองเก็บส่วยและยังมีประเพณีเป็นของตนเอง เช่น ประเพณีกำฟ้า ประเพณีบั้งไฟไทยพวน นอกจากนี้ยังมีคนจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานพร้อมกันโดยพิ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอย่างสงบสุขและมีงานประจำปีของศาลเจ้าพ่อและเจ้าแม่ทั้ง 3 ตลาดซึ่งถือได้ว่าเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม ทั้ง ไทย จีน ลาวพวน

4. พิพิธภัณฑ์ ตลาดเก้าห้อง พิพิธภํณฑ์ของเก่าเก็บ เอกชน โดยร้านเจริญสวัสตี อยู่ฝั่งตรงข้าม
เจ้าของใจดี ให้การต้อนรับไทยทัวร์พร้อมเล่าประวัติของเก่าสะสมแต่ละชิ้นอย่างละเอียด ส่วนใหญ่เป็นของใช้จริงในชีวิตประจำวันในอดีต 40-60 ปีก่อน

5. ร้านขายขนมเปี้ยเจ้าเก่า ของตลาดเก้าห้อง ร้านตั้งกุ้ยกี่ หรือ ร้านจันอับ ขึ้นชื่อ เอกลักษณ์ของตลาดเก้าห้อง มาแล้วต้องซื้อกลับ
ลองชิมดูแล้ว อร่อยดี


และยังมีอีกหลาย ๆ ที่ อยากฟังอีกไหม "เล่ายาวนะ" เอาเป็นว่าแนะนำให้ไปเที่ยวแล้วกัน ถ้าไปเที่ยวแล้ว แวะมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะ

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2552

สุนัขของฉัน-ปักคุง

สวัสดีจ้า เรามาพบกันอีกแล้วนะ ยังจำปักคุงได้ไหมสุนัขตัวอ้วน เจ้าหมูตัวกลม เราเคยแนะนำเขากับเพื่อ ๆ แล้วครั้งหนึ่ง ถ้ายังจำไม่ได้ เพื่อน ๆ ลอง ย้อนกลับไปอ่านตอนนี้ซิ "หมาหล่อ น่ารัก" วันนี้เราก็มีภาพปักคุงในแบบต่าง ๆ มานำเสนอให้รู้จักกันมากขึ้น ลองเข้าไปดูนะ แล้วคุณจะเห็นถึงความน่ารักสุด ๆ เลย

อันนี้เราทำไว้เมื่อครบรอบ 1 ปีของปักคุง เราไม่ได้อยู่ร่วมฉลองวันเกิดมัน เราก็อยากให้ของขวัญมันเหมือนกัน อยากบอกรักด้วย
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักสุนัข คุณคงเราใจเรานะ แบบว่าอยากร้องเป็นเพลง "รักมากเลย แบบว่าถูกใจ รักมากเลย บอกต่อ ๆ กันไป ตัวเนี่ย ฉันรักมากเลย....

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552

มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ

การนั่งสมาธิ อย่างน้อยวันละ 15 นาที
ได้อานิสงส์
ให้สติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้ และภพหน้า
เพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจากกิเลส ปล่อยวางได้ง่าย
จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ
ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับจน
ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายและจิตแข็งแรง
เจ้ากรรมนายเวร และญาติมิตรที่ล่วงลับจะได้บุญกุศล

การทำบุญตักบาตรทุกเช้า
ได้อานิสงส์
ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้ และภพหน้า ไม่ขาดแคลนอาหาร ตายไปไม่หิวโหย
อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์
ปล่อยปลา ที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้งปล่อยสัตว์ไถ่ชีวิตสัตว์ต่าง ๆ
ได้อานิสงส์
ช่วยต่ออายุ ขจัดอุปสรรคในชีวิต
ชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยกินเข้าไป ให้ทำมาค้าขึ้น
หน้าที่การงานคล่องไม่ติดขัด ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อย ๆ ฟื้นคืนสภาพที่สดใสเป็นอิสระ

รักษาศีล 5 หรือศีล 8
ได้ อานิสงส์
ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรตหรือสัตว์นรก
ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐครบบริบูรณ์ ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
กรรมเวรจะไม่ถ่าโถม ภัยอันตรายไม่ย่างกราย เทวดานางฟ้าปกปักรักษา

บทสมาทานศีล 5 ทำทุกวันรอดจากนรกแน่นอนโดย พระภาสกร ภิวฑฺฒโน (ภาวิไล)

พุธโธ ธัมโม สังโฆ
ศีลข้อ ๑ ไม่ฆ่าสัตว์
ศีลข้อ ๒ ไม่ลักทรัพย์
ศีลข้อ ๓ ไม่ประพฤติผิดในกาม
ศีลข้อ ๔ ไม่พูดเท็จ
ศีลข้อ ๕ ไม่ดื่มสุราและของมึนเมา

บัดนี้ ข้าพเจ้า (ชื่อ-นามสกุล)ได้ตั้งใจรักษาศีลแล้ว
บัดนี้ ข้าพเจ้า (ชื่อ-นามสกุล)เป็นผู้มีศีล
ด้วยอำนาจศีลนี้ ขอให้ข้าพเจ้า (คำอธิษฐาน) ณ บัดนี้ เทอญ.

ขอให้บุญบารมีจงบังเกิดกับทุกท่านด้วยเถิด

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552

ปู่ตะพาบขาว บึงอภัยทาน เชียงใหม่


ณ ที่แห่งหนึ่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ อ.แม่ริม ต้องขอโทษที่มิอาจเอ่ยนามได้ มีรีสอร์ทแห่งที่ มีตะพาบขาวตัวใหญ่ อาศัยอยู่ ผู้คนที่นั้นเรียกกันว่า ปู่ตะพาบ ภายในบึงเป็นน้ำสีเขียว ใส ตลอดทั้งปี ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าเป็นวังพญานาค บางก็บอกว่ามีพระธาตุของพระพุทธเจ้าลอยขึ้นมา จึงถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มิมีผู้ใดลงไปว่ายน้ำ หรืออาบน้ำ

คำเล่าลือที่ว่า "ปูตะพาบขาว ใครได้พบและจับท่านจะมีความสุข ปู่ตะพาบชอบกินขนมปัง จะขึ้นมาเล่นน้ำทุกเช้า และเย็น คนที่นั้นเล่าว่า บึงนี้มีทางออกติดกับคลองชลประทาน ซึ่งปกติตะพาบก็สามารถออกไปข้างนอกได้ แต่ปรากฏว่า ปู่ตะพาบไม่เคยมีใครเห็นว่าพบที่อื่นเลย นอกจากที่บึงอภัยทานแห่งนี้ มีผู้ปฏิบัติธรรมบางท่าน บอกว่า ปู่ตะพาบนี้มีภพภูมิเป็นคนแต่ด้วยทำผิดศีลบางอย่าง และถูกส่งมาให้เฝ้าของสำคัญ จึงต้องเกิดมาเป็นตะพาบ แต่จริง ๆ ท่านเป็นมนุษย์ ฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง สามารถพูดคุยกันได้ บางก็พูดกันว่า ปู่ตะพาบเป็นบริวาลของพญานาคราชในบึงนั้น บางก็บอกว่าเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ เรื่องเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ยังมิได้พิสูจน์ และคงอยากจะหาข้อเท็จจริง

เอาเป็นว่า เราแค่อยากเขียนมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง และแนะนำปู่ตะพาบขาว ให้เพื่อนๆ รู้จัก เราเคยทำงานที่นั้น เคยให้ขนมปังปู่ เคยพูดคุยปรับทุกข์กับปู่ตะพาบขาว เราแค่อยากฝากความคิดถึงไปยัง ปู่ตะพาบขาว บอกว่า "ปู่จ๋า คิดถึงจัง ไว้หนูจะเอาขนมปังไปให้อีกนะ ถ้ามีโอกาส...." หากเพื่อนคนใด ได้อ่านข้อความนี้ และได้มีโอกาสได้พบปู่ตะพาบขาว เราฝากความคิดถึงไปด้วยนะ

ขอบคุณเพื่อน ๆ ล่วงหน้าเลยแล้วกัน

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

ที่ไหนเอย....ใครรู้บ้าง


ภาพนี้ถ่ายมาจากแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ไม่ใกล้ ไม่ไกลกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของเรา เป็นแหล่งที่มีดินแดนเป็นของตนเองค่ะ ใครคิดออกแล้วเปิดดูเฉลยได้เลย ใครคิดไม่ออกอย่าแอบดูเฉลยนะค่ะ ให้เวลาคิดอีก 1 นาที ...... เฉลยได้เลยค่ะ

เฉลยแล้วนะค่ะ ภาพนี้คือ เกาะเกร็ดค่ะ ใครตอบได้เก่งมากค่ะ

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

สมุนไพรอันตราย 13 ชนิดต่อชีวิตการทำงาน

สำนักแห่งความสุข
ขอประกาศรายชื่อสมุนไพรอันตราย 13 ชนิดที่มีต่อชีวิตการทำงานดังนี้คือ :


1 ขิง / ข่า

ขิง(ก็รา) ข่า(ก็แรง) เป็นอันตรายต่อชีวิตการทำงานอย่างยิ่ง บางครั้งเป็นการกระทบกระทั่งด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เมื่อไม่ยอมกันคนละก้าว ก็เสียทั้งงานและภาพพจน์ขององค์กร

ทางแก้ : การทำงานในสำนักงานไม่ว่าองค์กรราชการหรือเอกชนเป็นการรวมคนจากที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่มีการกระทบกระทั่งกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน รู้จักยอมกันบ้าง ทำนอง 'แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร' นอกจากจะได้ไม่เสียสุขภาพจิตแล้ว ยังได้ประสิทธิภาพของงานสูง



2 ขมิ้น (กับปูน)
ไม่ชอบเพื่อน ไม่ชอบเจ้านาย ไม่ชอบหน้าลูกค้า ไม่ชอบงานที่ทำ ไม่ชอบทุกอย่างในชีวิต!

ทางแก้ : ปรับเปลี่ยนทัศนคติมองผู้อื่นในด้านดี หรืออย่างน้อยก็ตามความเป็นจริง มองลูกค้าว่าเป็นผู้ที่ทำให้เราเลี้ยงครอบครัวได้ เพราะการทำงานโดยมีทัศนคติไม่ดียากจะก้าวหน้า และที่แย่ที่สุดคือผ่านชีวิตทำงานแต่ละวันอย่างทรมาน


3 มะนาว (ไม่มีน้ำ)
พูดไม่ดี พูดมากไป พูดไม่ไพเราะ พูดแต่เรื่องร้ายๆ เหล่านี้เป็นอันตรายต่อองค์กรอย่างยิ่ง นอกจากจะขัดใจกันในองค์กรแล้ว ยังอาจทำให้ลูกค้าหนีหายก็ได้

ทางแก้ : พูดน้อยหน่อย ทำงานมากหน่อย มองด้านดีของคนอื่นบ้าง


4 จิก

เจ้านายประเภทที่ใช้คนไม่เลือกเวลา ชอบบรี๊ฟงานห้านาทีก่อนเลิกงาน โทร.ตามจิกลูกน้องห้านาทีก่อนเที่ยงคืนและในวันหยุดเป็นประจำ

ทางแก้ : การทำงานที่ดีอยู่ที่การวางแผน และรักษาสมดุลของงานกับครอบครัว ลูกน้องที่พักผ่อนพอเพียงและมีชีวิตครอบครัวที่ดี ย่อมทำงานได้ประสิทธิภาพกว่าคนที่ทำงานใต้สภาวะของการจิก การทำงานชั่วโมงยาวนานมิได้หมายถึงประสิทธิภาพและคุณภาพเสมอไป


5 ว่านหางจระเข้ (ฟาดหาง)

เจอเรื่องไม่ดีที่บ้านก็นำมาฟาดหาง (จระเข้) กับเพื่อนหรือลูกน้อง หรือทั้งเพื่อนและลูกน้อง

ทางแก้ : แยกแยะงานกับเรื่องส่วนตัว งานส่วนงาน ไม่นำเรื่องส่วนตัวมาปนกับงาน เพราะทุกคนก็ประสบเรื่องไม่ดีทั้งนั้น แก้ปัญหาเรื่องส่วนตัวโดยวิธีการอื่น เช่นปรึกษาเพื่อนฝูง เป็นต้น


6 (เย็น)ชา
เย็นชากับลูกค้า ลูกค้าหลุดได้ เย็นชากับลูกน้อง ลูกน้องก็หนี เย็นชากับเจ้านาย ก็อาจตกงาน!

ทางแก้ : รักษาน้ำใจเพื่อนๆ ในที่ทำงาน จะทำให้หลายสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ในที่ทำงานเป็นสวรรค์ ไม่ใช่นรก


7 สีเสียด

ใช้วาจาเสียดสี เหยียดหยาม กระแทกกระทั้นคนรอบตัวเพื่อความสะใจ ต่อหน้าลูกค้าเอ่ย "ครับๆ ค่ะๆ" ลับหลังลูกค้าด่าว่าโง่ ฯลฯ

ทางแก้ : การใช้คำพูดในเชิงลบไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้ามจะทำให้ผู้พูดลดคุณค่าและความน่าเชื่อถือลง ลองมองด้านดีของคนอื่นบ้าง


8 กระทืบยอด
เป็นยอดในการย่ำคนอื่น เป็นเยี่ยมในการไต่ขึ้นที่สูงโดยเหยียบหัวเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ

ทางแก้ : ไต่ขึ้นที่สูงไปตามพัฒนาการของตนเอง จะเป็นฐานที่แข็งแรงที่สุด


9 มะขวิด

ไล่ขวิดคนไปทั่ว ยุ่งเรื่องชาวบ้านโดยไม่ทำงานของตัวเอง

ทางแก้ : กลับไปทำงาน! เพราะเวลาวัดผลงานในตอนท้าย ไม่ได้วัดกันที่ความคมของเขี้ยว เขา หรืองา



10 ยอ

ยกยอเจ้านายตลอดเวลา เสนอหน้าหลังเวลางาน

ทางแก้ : ความก้าวหน้าจากการประจบเอาใจผู้ใหญ่ไม่ใช่รากฐานที่มั่นคงของชีวิตการทำงานในระยะยาว



11 แมงลัก

ขโมยไอเดียของคนอื่น แล้วยกว่าเป็นของตัวเอง

ทางแก้ : พัฒนาตนเองตลอดเวลา เรียนรู้จากความคิดของผู้อื่น แล้วนำไปแตกหน่อต่อยอด เป็นการเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง


12 รางจืด

ใช้ชีวิตทำงานแบบจืดสนิท ทำงานแบบกางตำรา ไม่เริ่มงานเด็ดขาดแม้เข็มนาฬิกาอยู่ก่อนเวลาเริ่มงาน 1.025 วินาที พนักงานไม่เคยไปสังสรรค์ด้วยกัน ฯลฯ

ทางแก้ : เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตทำงานบ้าง แล้วอาจพบว่า การทำงานก็เป็นเรื่องสนุกได้


13 กระบือเจ็ดตัว

พอใจในความรู้ความสามารถที่ตนมีอยู่ไม่ว่ามันจะจำกัดเพียงใด ไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ทางแก้ : ความรู้หรือเทคโนโลยีที่เรียนมาเมื่อ 10-20 ปีก่อนอาจแก้ปัญหารูปแบบใหม่ๆ ในปัจจุบันไม่ได้ โลกเปลี่ยนไปนาทีต่อนาที คนทำงานต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทัน ต้องศึกษาเพิ่ม อาจเป็นการเรียนวิชาที่เพิ่งเกิดใหม่ สัมมนาทางวิชาการ ศึกษาภาคค่ำ แทนที่จะหาประสบการณ์จากการกินเหล้าและเข้าผับอย่างเดียว

ขออำนวยพรให้ทุกท่านทำงานอย่างมีความสุข!

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552

วีรกรรมคนกล้าแต่ไม่ฉลาดที่ออบขาน


อุทยานแห่งชาติออบขาน ตั้งอยู่ห่างจาก อ.เมืองเชียงใหม่ ประมาณ 30 กิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นยอดเขาสูง อากาศโดยทั่วไปค่อนข้างร้อน และเย็นในฤดูหนาว สถานที่ท่องเที่ยว ออบขาน ออบไฮ ผาตูม ถ้ำตั๊กแตน และถ้ำห้วยหก

การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ไปหางดง ถึงสี่แยกพบป้ายไป อ.สะเมิง เลี้ยงขวาไป ถึงสี่แยกคลองชล เลี้ยวซ้ายพบป้ายทางไปอุทยาน (นี่คือข้อมูลการเดินทางไป ขอบอกดัง ๆ นะ "ใช้ไม่ได้เลย ไปอยากกว่านี้ตั้งเยอะ เราไปลงที่ หางดง หารถประจำทางไปต่อไม่ได้ ต้องเหมารถไป ต่อรองราคาตั้งนาน แล้วทางเข้าไปนะ วกวนจะตาย เราว่าถ้าใครไม่รู้จักคนท้องถิ่นนะ ให้เอารถไปเอง แล้วขับไปถามไป หรือโทรไปที่อุทยานเบอร์ 0861811068 ให้เขามารอที่ หน้าอำเภอหางดงดีกว่านะ"

หลังจากเดินทางเข้ามาถึงออบขานแล้ว เข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่ขอกางเต้นท์ ราคาก็เหมือน ๆ กัน คือ 30 บาท หลังจากนั้นก็เดินไปที่จุดกางเต็นท์ หามุมเหมาะ ๆ วันที่พวกเรามา มีนักท่องเที่ยวไปเยอะมาก ส่วนมากก็ขับรถมาทั้งนั้น มีแต่พวกเราที่จ้างรถมา (ออ...ลืมบอกไป ต้องนัดรถเขามารับด้วย เพราะอาจไม่มีรถออกไป เพราะนักท่องเที่่ยวที่นี้ ไม่นิยมค้างแรม แค่มาแวะเที่ยว แล้วก็กลับ อาจทำให้วันที่พวกเราเดินทางกลับไม่มีรถก็ได้ พี่เจ้าหน้าที่บอกไว้อย่างนั้น"

พวกเราเดินหาทำเลกางเต้นท์ ตามหลักการที่เคยกล่าวไว้ในบทที่ผ่านมา (กลับไปหาอ่านได้นะ) เมื่อพิจารณาดูแล้วได้มุมที่เหมาะสมก็กางเต้นท์ทันที เมื่อเสร็จก็เริ่มมองหาของกิน เดินไปที่ร้านสวัสดิการสั่งอาหารกล่อง และแวะเอาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว ที่แรกตามรูป เป็นแม่ขาน เดินเที่ยวไปตามทางในคู่มือ แวะถ่ายรูป เพลิดเพลินกับธรรมชาติ และก็ถึงออบขาน เดินต่อไปยังจุดชมวิว ในที่สุดก็พิชิตยอดเขาได้อีกหนึ่ง ดังคำกล่าวที่ว่า "ไม่มีที่ใครสูงเกินกว่าเข่า"


หลังจากเที่ยวไป ถ่ายรูปไปจนเหนื่อย เดินกลับมาตามทางน้ำที่ไหลเชียว ช่วงฤดูปลายฝนต้นหนาวนี้ น้ำที่ออบขานยังเยอะ และค่อนข้างสีขุ่น สักพักได้ยินเสียงร้องของผู้หญิงว่า "ช่วยด้วย ช่วยด้วย คนตกน้ำ" พวกเราหันไปดูในลำน้ำ มีคนอยู่ เขาผุดขึ้นและจมลงไป พวกเราหันซ้าย หันขวา เห็นคนเริ่มวิ่งมาดูกัน แต่ก็ไม่มีใครลงไปช่วย เจ้าดำ (จำได้ไหม หนึ่งในแกงค์ตะลอนเที่ยวไง) มันวิ่งลงไปในน้ำ พอลงไปน้ำเชี่ยวมาก มันพยายามจะเดินลงไปเอามือไว้จับ แต่มันคงพึ่งนึกได้ว่าว่ายน้ำไม่เป็น มันเองกลับขึ้นมา คนตกน้ำลอยไปตามกระแสน้ำ ผ่านหน้าเราไป และเริ่มจมหายไป เราตกใจมาก เลยวิ่งกระโจนลงไปในน้ำ ขณะดำลงไป น้ำมันขุ่นมาก มองไม่เห็น แต่สักพักเราก็ขว้างเสื้อได้ และดึงเข้าหาตัว ดันคนตกน้ำให้ขึ้นจากน้ำ เขาก็เลยเข้ามากอดเรา ตัวเขาใหญ่กว่าเรามาก เราเริ่มหายใจไม่ออก มือเขาจับที่ไหล่เรา อีกมือกอดที่คอ เราพยายามดึงมือที่คอเราออก เขาก็ยิ่งเกาะกอดเแน่น เราไม่รู้ว่านานเท่าไร แต่เราก็ยังพยายามที่จะดันเขาออกไป และผลักเข้าไปริมฝั่ง แต่ตัวเราก็จมลงเรื่อย ๆ ไปสามารถขึ้นไปหายใจได้ ช่วงเวลานั้น มีมือ 2 มือมาดึงแขนเราไว้ ดึงเขาขึ้นมาจากในน้ำ เราโผล่มาขึ้นมาหายใจ และเริ่มมองเห็น พบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2 คน ลงมาช่วย อีกคนเข้าดึงคนตกน้ำขึ้นไปแล้ว และอีกคนก็ผลักเข้ามาจนถึงฝั่ง เมื่อขึ้นมาถึงฝั่งได้ น้องสองคนที่มาด้วยกันก็เข้ามาช่วยประคอง และถามเราว่าเป็นไรไหม เราไม่ได้ตอบไป เพราะเหนื่อยมากเลย ก็เลยสั่งให้เจ้าดำไปก่อกองไฟ มันเริ่มจะหนาว ขอผิงไฟหน่อย พอตั้งสติได้สักนิด ก็เหลือบไปเห็นเจ้าดำมันนั่งแกะโทรศัพท์อยู่ ตอนมันโดดลงน้ำไป มันลืมเอาโทรศัพท์ออก เออ. เราเลยนึกขึ้นได้ว่า แว่นตาเราก็หายไปกับสายน้ำ กรรม มองอะไรก็ไม่ชัด เมื่อเข้าไปอาบน้ำเสร็จแล้ว สักพักคนที่ตกน้ำและครอบครัวก็เดินมาขอบคุณเรา ยกย่องเรา และต่อว่าคนอื่นว่าไม่มีใครช่วย แต่เราไม่เห็นดีใจ ในใจเราคิดว่า "เราไม่ได้ช่วยอะไรเขานะ เพราะช่วยแล้วไม่สำเร็จอ่ะ แถมทรัพทย์สินเสียหายอีก ทั้งแว่นตา โทรศัพท์ เออ...."

คืนนั้น พวกเราคุยกันถึงเหตุการณ์นี้ เหมือนเรื่องตลก แต่มันไม่ตลกเลย เพราะจริง ๆ แล้วเรายังโชคดีที่รอดมาได้ การจะช่วยคนตกน้ำ ต้องคิดพิจารณาให้ดีก่อน เช่น มีไม้ยาว ๆ แถวนั้นอยู่ไหม มีเชือกหรือเปล่า หรือพิจารณาดูก่อนว่าตัวเรามีกำลังแค่ไหน และทำได้แค่ไหน หากเหตุการณ์นี้ไม่มี นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2 คนนั้น เราจะมีชีวิตอยู่วันนี้หรือไม่ เหตุการณ์นั้นจะเป็น เหตุการณ์อันหน้าเศร้าหรือไม่ . อยากให้ทุกคนที่อ่านเรื่องนี้แล้วพิจารณาให้ดีนะ วีรกรรมคนกล้า แต่ ไม่ฉลาด อย่างเรา ควรหรือไม่ที่จะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552

ฝนน้ำแข็ง


ฝนน้ำแข็ง หรือที่รู้จักกันในนามของ ลูกเห็บในวันที่พายุลูกเห็บเข้า พัดพายุพัดเสียงดัง เสียงลมรอดผ่านประตู หน้าต่าง ดังน่ากลัว ไฟฟ้าก็ดับ ขณะที่ทุกคนกำลังกระวนกระวาย เดือดร้อนใจ แต่เรากลับสนุก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นพายุฝนลูกเห็บ น่าสนุกจัง ......

เสียงลูกเห็บกระทบกับหลังคาดัง เป็นจังหวะ แอบเปิดหน้าตา เอามือออกไปรอง ลูกเห็บเม็ดใหญ่มาก ตกลงกระแทกมือ เจ็บเล็ก ๆ วิ่งไปเอาขันมารอง เสียงลูกเห็บตกกระทบขัน เสียงแม่ ตะโกนว่า "ปิดหน้าตา ทำอะไรนะเรา อันตราย ลมแรง ปิดเร็ว ๆ เลย" เรารีบปิดหน้าตา วิ่งไปที่ห้อง หากล้องถ่ายรูป วิ่งกลับลงมา ถ่ายมาให้ดู ตามด้านบนเนี่ยแหละ แต่ปรากฏว่าถ่ายไปแค่รูปเดียวแบตหมด กรรมจริง ๆ ใช้แล้วไม่รู้จักชารทแบต วิ่งกลับขึ้นไปเสีบบชาร์ททันที
ไม่นานนัก พายุฝนน้ำแข็งก็ผ่านไป เราวิ่งออกไปเก็บลูกเห็บที่ตกเกลื่อนกลานพื้นหญ้า หยิบมาก็แอบคิดนิดหนึ่งว่า "กินได้ไหมว่า จะอร่อยไหม เอาไปใส่ตู้เย็นเก็บไว้ได้ไหมนาาาาา" กำลังจะหยิบ เอาลูกเห็บเข้าปาก แม่มาจากทางไหนเนี่ย ตีมือที่กำลังหยิบลูกเห็บเข้าปากพอดี ตกใจอ่ะ "โห...แม่อะ อดเลย" ครั้งหนึ่งในชีวิตของฉัน กับการกินลูกเห็บ อดกันพอดี เออ... ใครเคยได้กินมั่ง ไง ลูกเห็บ ฝนน้ำแข็ง อ่ะ อร่อยมั่ง มาเล่าให้กันฟังบ้างนะ อดเลยเรา....เราต้องไปแล้ว เสียงคุณแม่ท่านเรียกอีกแล้ว ค่า...........ไปแล้วจ้า

หมาหล่อ น่ารัก

ใครเคยเห็น หมาหล่อ น่ารัก หรือ สุนัขหล่อ น่ารักบาง คนที่เป็นเจ้าของหมา หรือรักสุนัข ก็ต้องเคยบอกว่าสุนัขตัวเอง น่ารักที่สุด หล่อที่สุด สวยที่สุด บอกได้เลยว่า ฉันก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น หมาของฉันหล่อที่สุด คุณอยากเห้นหน้าค่าตามันไหม ถ้าคุณอยากรู้ อยากเห็นพฤติกรรมน่ารัก ๆ ก็ตามเข้ามากันได้เลย บอกไว้ก่อนนะ น่ารักมาก ๆ หล่อมาก ๆ เห็นแล้วต้องยิ้ม อิอิ


เอาแนะนำตัวหน่อยซิ สุดหล่อ "สวัสดีฮับ ผมชื่อ ปักคุงครับผม เป็นสุนัขพันธุ์ปัก พ่อผมเป็นแชมป์ประกวดสุนัข แม่ผมก็เป็นนางงาม ตัวผมออกมาเลยหน้าตาดี ผิดกับตัวอื่น ๆ ผมมีเพตติกรีด้วยครับ เจ้านายผมมีทั้งคุณป๋า และคุณม่า แต่คนที่เอาผมมาตู่เป็นเจ้าของที่เขียนเนี่ย เป็นคนเอาผมมาจากคอกกับคุณม่าครับ พี่เขาเลี้ยงผมมาแต่เด็ก ก็เลยหลงรักผมหัวปักหัวปำเลยครับ (ปักคุงงงงงงงงงงงงง นินทาพี่ตู๋หรือครับ...ใจร้าย มะจุ๊บหน่อยนะ)"ไม่เอาครับ ไม่เอา พี่ตู๋เขาชอบ kiss ที่ปากผม ผมเสีย first kiss ไปเพราะพี่เขา..." ดูภาพยืนยันซิครับ เขาขืนใจผม

(ไม่จริงนะ ปักคุง พี่ตู๋กับปักคุงรักกันจะตาย แล้วภาพนี้ก็เป็นภาพที่สองเราจูบกันอย่างดูดดื่ม พี่ยังจดจำอยู่ในใจเลยนะจ้า)

พอแล้ว พอแล้ว ปักคุง หยุดพูดได้แล้ว เอาเป็นว่า พี่เล่าต่อเอง ขอเล่าย้อนไปตั้งแต่แรกพอปักคุงเขาอายุประมาณ 2 อาทิตย์เอง เราไปที่คอกเขา คนขายเขาบอกว่าเหลือตัวผู้ตัวเดียว เลยเดินไปดู ปักคุงเขาก็เดินโซเซออกมาจากกรง เข้ามาหา เราอุ้มขึ้นมา แล้วถูกชะตาทันที่ หันไปมองคุณม่า "น่ารักอ่ะ คุณม่า เอานะค่ะ เอาไปให้น้องพาย ดูซิ น่ารักจะตาย น่ารักจัง" ไม่เชื่อ ก็ดูในรูปได้

เราเอาปักคุงมาเลี้ยง มานอนด้วย เล่นด้วย กินด้วย เลยกลายเป็นคุณชายที่ไม่กิน ถ้าไม่ป้อน "ให้ตายซิ น่ารักอ่ะ" ปักคุงเด็ก ๆ ก็น่ารัก ยิ่งโตก็ยิ่งหล่อ ใครเห็นก็ทักกันทั้งนั้นว่า หล่อจัง หล่อจัง แต่นาน ๆ ไป ชักอ้วน ใคร ๆ ก็เลยเรียกว่า หมูอ้วนปักคุง แต่ก็ยังหล่ออ่ะ แล้วเรามี VDO ภาพปักคุงที่ชอบมาก ดูที่ไรก็ยิ้มทุกที่ ลองดูกันนะ

เป็นอย่างไรกันบ้าง น่ารักไหม ยังไงฝากปักคุงไว้ให้เพื่อน ๆ รู้จักด้วยนะ เพราะว่าเราคงได้มาเล่าเรื่องราวของเขาอีกหลายอย่างเลย เนี่ย เราเขียนไปก็ยิ้มไป คิดถึงจัง... ปักคุงของพี่ตู๋ เจ้าหมูตัวอ้วน


คิดถึงจัง.....................

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552

บทกลอนแนะนำแกงค์ตะลอนเที่ยว


บทกลอนนี้แต่งไว้นานแล้ว สมัยตอนเรียน ตอนเที่ยว กับแกงค์ แค่เขียนลงในเวปที่พวกเราทำร่วมกันไว้ วันนี้ค้นของ เก็บของ เจอะที่จดไว้ เลยอยากใส่ใว้เป็นที่ระลึก ให้นึกถึงสมัยนั้น ใครอยากอ่าน ก็กดต่อได้เลย ใครไปไม่อยากอ่าน ขอให้อ่านได้ไหม อยากหน่อยนะ แบบว่า เราขอร้องอ่ะ

ขอแนะนำแกงค์ตะลอนเที่ยว
ที่โฉบเฉียวเลี้ยวไปพากันหลง
แต่อย่างไรพวกเราไม่มีงง
เพราะชอบหลงกันจนเคยชิน
หนึ่งหัวหน้าแกงค์พี่ใหญ่ "พลขับ"
มีหน้าที่ห้ามหลับต้องขับตลอด
แต่คุณเธอขับพาไปไม่ค่อยรอด
พาหลงตลอด ถ้าขาดคนบอกทาง
คนที่สองบอกทาง คือ ไกด์เนวิก
ไม่เคยติถ้าขับพาไปหลง
จำทางไปกลับได้ไม่เคยงง
ถือคติว่า "หลงก็หลงด้วยกัน"
คนที่สามคือ เอ้ "เหรัญญิก"
เธอจดยิกซื้ออะไรก็จดใหญ่
มีบัญชีไว้นางนี้ช่างถูกใจ
ขาดเธอไป ขาดใจ คนเนี้ยถือเงิน
คนที่สี่คือ เจ้านิก หน้าที่สุดจะสนุก
คือห้ามหยุดต้องสนุกทุกแห่งหน
หลงไม่หลงคุณเธอไม่เคยกังวน
หน้าที่ซนให้สนุก ก็คือ เธอ
คนที่ห้า มั่นมากในความสวย
เธอคิดว่าร่ำรวย สวย และไม่หยิ่ง
คุณไผ่ เธอนั้นคือ ว่าที่คุณหญิง
มั่นใจจริง ๆ ว่า สวย เฮอะ...ใครบอกเธอ
คนที่หก นามว่า เจ้าดำ
แต่ใจไม่ดำ แถมแฟนสวยจริงหนา
มีชื่อเรียกอีกชื่อ ตาตุ้ม คือฉายา
ก็หน้าตานาย ดันสวยกว่าเรา...ฮาฮา

เนี่ยและแต่งตอนนั้น อ่านแล้ว อายจริง ๆ แต่งไปได้ไงว่ะเนี่ย

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

ข้าวมันไก่ สมุทรสาคร เขาว่าอร่อย...........


เร็ว ๆ นี้ ช่วงเดือนมกราคมนี้เอง เจ้านิก น้องในกลุ่มตะลอนเที่ยว เอ่ยปากว่า "อยากไปกินข้าวมันไก่อร่อย ๆ เจ้าไหนดี" ปากมันพูดไป มือก็เปิด Net serach ทันที เจอะแล้วเขาบอกว่า.... (มาแล้วครับ เขา บอก ว่า ..... คงมีคนคิดตั้งคำถามว่า ใครนะบอก แต่คงน้อยคนที่จะหาคำตอบว่าที่พูดว่า เขานะ เขาไหน ใครกัน???) ร้านข้าวมันไก่ตอน ที่สมุทรสาคร เจ้านี้อร่อยจริง ๆ เจ้าของเป็นคนสิงคโปร์ เลี้ยงไก่เองด้วย คนไปกินกันเยอะเลย ไปไหมพี่ ไปเที่ยวสมุทรสาครกัน แล้ว ทริปเที่ยวสมุทรสาครก็เกิดขึ้น......
นัดพบกัน 7.30 น. งานนี้เจ้านิกมาก่อนเพื่อน มหัศจรรย์มาก ๆ ไม่เคยเห็นมันมาก่อนคนอื่นเลย มีแต่มารอมันเท่านั้น พวกเราขับรถออกทางพระราม 2 ไปสมุทรสาครเลย เห็นป้ายสมุทรสาคร ขับตรงไปอีกนิด ก็ถึงที่กลับรถใต้สะพานรถไฟ แล้วรีบชิดซ้ายทันที่ เพราะต้องเลี้ยวเข้าทางเล็ก ๆ ขับตรงไปก็จะเห็นป้ายร้าน แบบรูปเลย ไปถึงก็เกือบ ๆ 9 โมง จอดรถปั๊บ เจ้านิกก็รีบไปสักทันที แล้วเข้าไปดูกรงไก่ที่เขาเลี้ยงด้วย พออาหารมา กินกันอย่างรวดเร็ว ก็หิวนี้ ตอนนี้ไม่มีเสียงคุยกันเลย หลังจากเรียบร้อยโรงเรียนจีน ก็จ่ายเงิน แล้วขึ้นรถออกมา เสียงเงียบ ไร้การพูดคุยจนกลับออกมาสายหลัก กลับรถเพื่อไปสมุทรสาครต่อ เราก็พูดขึ้นมาว่า แพงเหมือนกันเน้อ ... จานตั้ง 30 -35 บาท อยู่ก็ไกลกรุงเทพ ยังมีคนมากิน แต่เนื้อไก่เขาก็นุ่มดีนะ เลี้ยงเอง คงเป็นไก่ปลอดสารพิษหรือเปล่า เหมือนผักปลอดสารพิษไง ต้องแพงหน่อย

ทำเลเต้นท์ทำเหตุ



ถ้าใครชอบแบกเป้ เดินทาง ตั้งแคมป์ คงได้พบประสบการณ์แบบนี้บ้างไม่มากก็น้อย.............. ปวดหลัง นอนหลับไม่สบาย หินทิ่มหลังตอนนอน น้ำค้างหยดจากเต้นท์ กิ่งไม้หล่นใส่เต้นท์ ทำท่วมเต้นท์ จะเคยมีประสบการณ์หรือไม่ก็ลองมาอ่านประสบการณ์นี้ดูนะค่ะ

ประสบการณ์แรกจากทริปเชียงใหม่ หน้าฝน

ณ อุทยานแห่งชาติออบหลวง หน้าฝนที่ลำน้ำไหลผ่านห้วยออบหลวงเป็นสีขุ่นเหมือนโคลน มีหาดทราย(แต่ไม่ขาว ไม่ละเอียด) อยู่ริมแหล่งน้ำ กลางวันน้ำลง กลางคืนน้ำขึ้น กฏธรรมชาติ รู้ก็รู้ แต่คิดว่าก็น่าจะเป็นเฉพาะทะเล (คิดได้ไงไม่รู้) กางเต้นท์ริมน้ำ ได้บรรยากาศสุด ๆ คืนนั้นเหนื่อยมาก ๆ นอนหลับเป็นตาย จนเพื่อนมาเขย่า ยังไม่อยากตื่น "ตื่น ๆ น้ำท่วมเต้นท์แล้ว ยกเต้นท์หนีเถอะ" เฮ้อ....เต้นท์เปียกเลย กระเป๋าก็เปียก ไงเนี่ย ออ...น้ำขึ้นจ้า..............(กฏข้อแรก ห้ามกางเต้นท์ติดริมน้ำมากเกินไป อาจเกิดเหตุการณ์นี้ได้)

ประสบการที่สองจากทริปพิษณุโลก หน้าหนาว

ณ อช. ทุ่งแสลงหลวง หน้าหนาว ทิวทุ่งต้นสนสูงตะหง่าน แหงนคอมองความงาม จนเมื่อย ลำต้นสีดำทะมึน ใบสนแหลม เรียวสีเขียวเข้ม ตัดกับพื้นดินที่ถูกปูพรมด้วยใบสนแห้งสีน้ำตาลแดง น้ำตาลเหลือง

งามสุดบรรยาย หายเหนื่อยจากการนั่งรถโบกมาทั้งวัน ทริปนี้กางเต้นท์ในป่าต้นสน เจ้าหน้าที่จัดที่กางเต้นท์เป็นลานกว้างไว้ให้ ไม่อ้าวววววววววววววววว เราจะเอาใต้ต้นสน ...... ได้จุดดีใต้ต้นสน 2 ต้นขนาบข้างเต้นท์ คืนนี้ นอนไม่หลับทั้งคืน เพราะว่า....ใบสนเอย กิ่งสนเอย ลูกสนเอย ตกใส่เต้นท์ ดังทั้งคืน ยังไม่พอ รากต้นสนใต้เต้นท์เราซิ ทำเอาเราเจ็บหลัง ปวดหลัง ไปทั้งวัน......... โทษฐานดื้อ ไม่เชื่อฟังเจ้าหน้าที่ (กฏข้อ 2 และข้อ 3 คือ ต้องเชื่อฟังเจ้าหน้าที่ กางเต้นท์ในจุดที่ให้กาง และไม่ควรกางเต้นท์ใต้ต้นไม้ เพราะอาจเกิดอันตราย และปวดหลังได้ สำคัญนะเนี่ย)



เล่าแค่ 2 ประสบการณ์ พอเป็นน้ำจิ้ม เอาเป็นว่าขอแนะนำเคล็ดลับในการตั้งเต้นท์เลยแล้วกัน

หากเราต้องเข้าไปเที่ยวในป่า การตั้งแค้มป์ดูจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคงไม่มีใครมาสร้างบ้านพักให้เรากลางป่ากลางเขา แต่จะเลือกพักตรงไหนเป็นเรื่องที่สำคัญก หากเราเลือกไม่ดีไม่เหลมาะสมก็อาจทำให้การพักผ่อนไม่สบายเท่าที่ควร หรืออาจจะเกิดอันตรายได้

ดังนั้นเราจึงควรพิจารณาสถานที่ตั้งแค้มป์ให้ดี โดยอาจจะมีหลักง่าย ๆ ดังนี้
1. กำหนดสถานที่ที่จะไปล่วงหน้า พร้อมศึกษาข้อมูลของสถานที่นั้น ๆ อย่างละเอียด
2. ควรมีการตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง สภาพดินฟ้าอากาศ เพื่อที่จะได้เตรียมตัวได้ถูกต้อง
3. ควรฝึกกางเต็นท์ให้คล่องเสียก่อนเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการตั้งแค้มป์
4. สอบถามข้อมูลของสาถนทที่ที่จะตั้งแคมป์จากเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นว่าปลอดภัยดีหรือไม่ 5. ต้องมีการแบ่งงานกันเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการทำงานต่าง ๆ
6. ควารกางเต็นท์ก่อนพระอาทิตย์ตกดินอย่างน้อย 2 ชั่วโมง (ประมาณบ่าย 4 โมงเย็นก็ควรเริ่มหาทำเลที่ตั้งแค้มป์ได้แล้ว)
7. ควรสังเกตว่าบริเวณนั้นเป็น “ด่านสัตว์” หรือไม่โดยสังเกตจากจะมีรอยเท้าสัตว์เหยียบย่ำไปมาในบริเวณนั้น หากพบว่าเป็นด่านสัตว์ควรหลีกเลี่ยงให้ไกลเพราะอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ได้

การกางเต็นท์ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ เราจะหลับสบายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกพื้นที่กางเต็นท์ของเรา ซึ่งควรพิจารณาในเรื่องต่อไปนี้ก่อนเลือกทำเลกางเต็นท์
1. คำนวณความลาดชันของพื้น หากต้องนอนในที่ลาดชันมาก ก็อาจจะทำให้เราปวดหลังได้ แต่ถ้าหากเหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็ควรนอนให้หัวอยู่สูงกว่าเท้า กันเลือดตกหัว
2. ตรวจสอบสภาพพื้นดินก่อนกางเต็นท์ พื้นของเต็นท์เป็นเพียงผ้า หากเรานอนในที่ทพื้นไม่เรียบขรุขระ หรือแข็งเกินไปก็อาจทำให้การนอนไม่มีความสุข แต่ถ้าหากเป็นพื้นที่เรียบโดยเฉพาะบนพื้นหญ้าก็จะนุ่มหลับได้อย่างสบาย และหากเรามีแผ่นรองนอนก็จะช่วยได้มากยิ่งขี้น
3. ตรวจสอบสภาพด้านบนของจุดกางเต็นท์ ไม่ควรกางใต้ต้นไม้ หรือใต้ผาชัน เพราะอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขณะหลับเพลิน ๆ ได้ เช่น กิ่งไม้หล่นใส่ หรือดินจากผ่าถล่มลงมาได้
4. กางเต็นท์ให้พ้นจากพวกแมลง ก่อนเรากางเต็ฯท์ควรตรวจสอบให้ดีว่าไม่ได้กางทับรังมดแดง หรือบริเวณที่มียุงชุกชุม
5. ตรวจสอบทิศทางน้ำ หากเราไปตั้งแค้มป์หน้าฝน เราควรดูว่าจุดที่เรานอนไม่ได้เป็นทางน้ำไหลผ่านหรือเราอาจจะมีวิธีป้องกันโดยการขุดร่องรอบ ๆ เต็นท์
6. ตรวจสอบผู้คนที่ตั้งแค้มป์อยู่รอบ ๆ สำหรับจุดพักแรมตามสถานที่ที่คนมาก ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกแค้มป์คาร์ที่จอดรถแล้วถึง บริเวณเหล่านี้จะมีคนมาก ควสรหลีกเลี่ยงทำเลที่อยู่ใกล้กับกลุ่มคนมาก ๆ หรือ พวกที่ชอบกินเหล้า เพราะคนเหล่านี้มักจะส่งเสียงดัง อาจจะทำให้เรานอนไม่หลับ ซึ่งการพักแรมเราไม่ควรส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นหลัง 22.00 น.

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552

ลิงกับลา


หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงา...........
นางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัว คือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกัน ไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อม จนทำให้ข้าวของ ต่างๆ ได้รับความเสียหาย ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ..............................

ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซน เป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลาย ปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซน ไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้า ลิงก็กระโดดโลดเต้น ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อม จนทำให้ข้าวของต่างๆ ล้มระเนระนาด กระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อ ค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัด จนไม่เหลือชิ้นดี
ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทาง หน้าต่าง ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจาย เช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลา เพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขา ดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่า เจ้าลานี่เอง คือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอ มีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ
ดังนั้นหญิงชาวบ้าน จึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมา ทุบตีลาอย่างรุนแรง ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจ โดยไม่สามารถทำ อะไรได้เลย
เธอทั้งหลาย... เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำ ความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของ ทำโทษจนตาย ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ
แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำ ของหญิงชาวบ้าน ที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้ เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็น แล้วลงโทษ ไปตามความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัว เธอมองเห็นข้าวของเสียหาย และมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่า ลาคงเป็นผู้กระทำ แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย
เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิง ความจริง ถ้าเธอรู้จัก สำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลย เพราะลา ไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน
เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำ ที่ "ปล่อยให้ลิง สร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์" ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง พูดจา ตรงไปตรงมา ไร้เล่ห์เหลี่ยม ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง พูดมาก พรีเซ็นต์เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัด แต่ไม่เคยทำงานจริง
นายที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้ ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบาย นั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม รู้จักยอมเสียสละตน สละเวลา อีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริง เพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้น องค์กรก็จะทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย